ข่าว/ความเคลื่อนไหว
📍24 ก.ย. 69 : สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมถ่ายทอดมุมมองเรื่อง “แนวโน้มและโอกาสในการพัฒนางานวิจัยด้านนวัตกรรม ด้านการเกษตร อาหาร และระบบสุขภาพ” ภายใต้แนวคิดการสร้างอนาคตประเทศไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม โดยเน้นการต่อยอดสินค้าเกษตร อาหาร พืชสมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น จากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่ Functional Food อาหารทางการแพทย์ ยาสมุนไพร และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันได้
ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็น Evidence-based Innovation โดยต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงในระบบสุขภาพ มีแนวทางที่เหมาะสมกับประชากรเฉพาะกลุ่ม ให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการผลิต รวมถึงสร้างหลักฐานตั้งแต่การวิจัยในห้องปฏิบัติการไปสู่การวิจัยในมนุษย์ และติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยหลังออกสู่ตลาด เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริง
สำหรับการวิจัยทางคลินิก ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลและศูนย์วิจัยที่มีศักยภาพทั่วประเทศ ควบคู่กับการพัฒนานักวิจัย Research Coordinator Research Nurse และบุคลากรสนับสนุนให้มีมาตรฐานสากล ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนด้านจริยธรรม การกำกับดูแล การทำสัญญา และการบริหารจัดการด้านการเงิน ตลอดจนพัฒนา Data Platform และ Digital Research Infrastructure เพื่อสนับสนุนการค้นหางานวิจัย การประเมินความเป็นไปได้ การเข้าถึงประชากรกลุ่มเป้าหมาย และการติดตามผลการวิจัย
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นโอกาสจาก Genomics และ Precision Nutrition ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลพันธุกรรมกับอาหารและสุขภาพเฉพาะบุคคล โดยเสนอให้ประเทศไทยลงทุนในแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลจีโนมิกส์และโภชนาการภายใต้มาตรฐาน Trusted Research Environment ผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิจัย เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์อาหารและสมุนไพรเชิงพาณิชย์ และเริ่มโครงการนำร่องในกลุ่มโรคที่มีภาระสูง เช่น โรคเบาหวาน ก่อนขยายผลในระดับประเทศ
ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัย ได้แก่ การคัดเลือกนวัตกรรมเกษตร อาหาร และสมุนไพรที่มีศักยภาพมาพัฒนาเป็น National Priority Portfolio การสร้าง Evidence Accelerator เพื่อเชื่อมนักวิจัย มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ หน่วยงานกำกับดูแล และระบบหลักประกันสุขภาพ รวมถึงการใช้ประเทศไทยเป็น Living Laboratory ผ่านเครือข่ายโรงพยาบาล ระบบหลักประกันสุขภาพ และข้อมูลสุขภาพ เพื่อทำการวิจัยแบบหลายศูนย์และการศึกษาจากข้อมูลจริงในประชากรขนาดใหญ่
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีทรัพยากรหรือองค์ความรู้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่ประเทศไทยมีให้กลายเป็น “นวัตกรรมที่มีหลักฐาน มีมูลค่า และสร้างความมั่นคงให้ประเทศ”
📍ภายในงานเดียวกันนี้ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้เข้าร่วมพิธีเปิด ณ เวทีกลาง โดยมี ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน
นอกจากนี้ ผศ.ดร.จรวยพร ยังได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็น กรรมการผู้ตัดสินหลักในการแข่งขันรอบ Final ในหัวข้อ “Leap National Impact: Innovation Funding Pitch” ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้การประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี 2569 (Thailand Talent Summit 2026) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้นำเสนอแนวคิดและผลงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขอรับทุนสนับสนุนสำหรับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่าง “ก้าวกระโดด”
การแข่งขันในรอบดังกล่าวมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 9 ทีม 9 โครงการ โดยมุ่งเน้นผลงานในประเด็นสำคัญด้านระบบสุขภาพและการแพทย์ อาทิ 1) PolyHeal แบบจำลองฝึกหัตถการทางการแพทย์ (Medical Phantom) 2) Benew Tech ระบบ AI สำหรับประเมินท่าทางและการฟื้นฟูทางไกล (PhysioAI) และ 3) OncoCareWRO แอปพลิเคชัน ePRO สำหรับรายงานอาการไม่พึงประสงค์ของผู้ป่วยมะเร็ง
ทั้งนี้ ผศ.ดร.จรวยพร ได้ร่วมพิจารณาและให้ข้อคิดเห็นต่อผลงานของผู้เข้าแข่งขันตลอดการแข่งขันจนสิ้นสุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพงานวิจัยและนวัตกรรม ให้สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป
งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช (PEACH) พัทยา จังหวัดชลบุรี
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้