4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส.- PReMA พร้อมเครือข่ายวิจัยคลินิก ผนึกพลัง วาง Roadmap สร้างระบบนิเวศ-ดึงดูดการลงทุนวิจัย มุ่งเป้าผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรม ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัยคลินิก

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) และเครือข่ายการวิจัยคลินิกที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก ทั้งภาครัฐและเอกชน เปิดเวทีเสวนาเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ Roadmap การวิจัยทางคลินิกระดับชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยทางคลินิกกับอนาคตประเทศไทย: พลิกโฉมระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การลงทุนและการเข้าถึงการรักษา” โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน และผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อํานวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ภก.ปราโมทย์ อัครภานนท์ (รักษาการ) ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ประธานคณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน (CREC) รศ.ดร.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้อํานวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (SICRES) Dr.Alan Paul ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท กทม. 

          ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวลาเดียวกัน

          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ทำให้โอกาสในการรอดชีวิตหรือหายจากโรคมีมากขึ้น ในขณะเดียวกันทิศทางอุตสาหกรรมการแพทย์โลกในส่วนของตลาดการวิจัยคลินิกในยุโรปและอเมริกาเริ่มอิ่มตัว และกำลังเปลี่ยนทิศมาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีการเติบโตสูงอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยมีศักยภาพที่โดดเด่นจากฐานผู้ป่วยนอก (OPD) สูงถึง 300 ล้านครั้งต่อปี แต่ปัจจุบันขีดความสามารถและระบบวิจัยคลินิกของไทยกลับอยู่ในกลุ่มท้าย ๆ ของโลก และตามหลังประเทศคู่เปรียบเทียบอย่างมาเลเซียอยู่มาก ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหานี้ จึงได้เกิดความร่วมมือในรูปแบบ ‘ไทยแลนด์ทีม’ โดยดึงโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ชั้นนำที่มีประสบการณ์มาเป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลคนไข้ส่วนใหญ่ถึง 70% ของประเทศ พร้อมตั้งเป้าขยายจำนวนศูนย์วิจัยคลินิกที่ได้มาตรฐานเพิ่มเติมอีก 20-30 แห่ง จากเดิมที่มีเพียง 9 แห่ง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยร่นระยะเวลาการทำวิจัยได้เป็นอย่างดี 

          “แต่การเดินทางไปสู่เป้าหมายในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงเร่งเดินหน้าปลดล็อกจุดตายหรือจุดที่เป็นคอขวดสำคัญของระบบนิเวศการวิจัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนระดับสากล อาทิ ปลดล็อกระเบียบเรื่องเงินบำรุง โดยได้หารือร่วมมือกับกรมบัญชีกลางในการปรับปรุงระเบียบเงินบำรุงของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เงินสนับสนุนการวิจัยจากสปอนเซอร์ (Sponsor) สามารถเข้าโรงพยาบาล และนำไปใช้เรื่องการศึกษาวิจัยได้อย่างถูกต้องตามระเบียบ ซึ่งขณะนี้ได้รับหนังสือตอบรับที่จะแก้ไขระเบียบดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว การเร่งกระบวนการพิจารณาด้านจริยธรรมการวิจัยให้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่ลดหย่อนเรื่องมาตรฐานและความปลอดภัย ปรับบทบาท อย. จากผู้คุมกฎ (Regulator) ที่รอตรวจความถูกต้องปลายทาง มาให้คำแนะนำแนวทางการทำงานที่ถูกต้องแก่นักวิจัยตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อป้องกันความผิดพลาด รวมทั้งมีการพัฒนาบุคลากรวิจัย เช่น เภสัชกรวิจัย พยาบาลวิจัย มีการจัดทำระบบข้อมูลกลางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแพทย์ นักวิจัย ผู้สนับสนุนการวิจัย และทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ป่วยร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้สนับสนุนการวิจัยเข้าถึงข้อมูลการกระจายตัวของโรคและผู้ป่วย” นพ.ศุภกิจ อธิบายเพิ่มเติม 

          “การขับเคลื่อนและเดินหน้าไปด้วยกันของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงเรียนแพทย์ในครั้งนี้ เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงยารักษาโรคที่มีราคาแพงและเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเพื่อเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่ทั่วโลกนึกถึงเมื่อทำวิจัยคลินิก” ผอ.สวรส. กล่าวทิ้งท้าย

          Dr.Alan Paul ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด

          ภายหลังจากการเสวนาดังกล่าว ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการวิจัยคลินิกของประเทศไทย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (TILSNA) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (บพข.) ศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิล ศูนย์วิจัยมหาจักรีสิรินธรฯ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) เป็นต้น ได้ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการวิจัยคลินิกที่แต่ละหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของมาตรการและกลไกขับเคลื่อนที่สามารถดำเนินการได้จริง ตลอดจนระดมความคิดเห็นเพื่อวาง Roadmap เรื่องการพัฒนาระบบวิจัยคลินิกของประเทศไทย โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผอ.สวรส. เป็นประธานการประชุม 
 
          ด้าน ดร.ภญ.นพคุณ ธรรมธัชอารี ผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส สวรส. กล่าวว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สวรส. มุ่งยกระดับมาตรฐานศูนย์วิจัยคลินิกในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสริมกำลังและศักยภาพของระบบวิจัยคลินิกของประเทศ และมีการจัดทำคู่มือมาตรฐานในการปฏิบัติงานของศูนย์วิจัยคลินิก (SOP Template) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการส่งต่อให้กับโรงพยาบาลที่ต้องการจัดตั้งศูนย์วิจัยคลินิกได้นำไปใช้ประโยชน์ มีการอบรมเภสัชกรและพยาบาลวิจัยคลินิก เพื่อให้มีองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานด้านการวิจัยคลินิกที่ถูกต้องเป็นไปตามาตรฐานสากล นอกจากนี้ช่วงปลายปี 2569 วางแผนที่จะจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยจะเชิญศูนย์วิจัยคลินิกต่าง ๆ และโรงพยาบาลที่ต้องการจะจัดตั้งศูนย์วิจัยคลินิก มาแลกเปลี่ยนข้อมูลว่ายังมีส่วนไหนที่ต้องการการสนับสนุนจากส่วนกลาง และการพัฒนาเชิงระบบอย่างไร ด้านการพัฒนาฐานข้อมูล สวรส. ได้ร่วมกับ สปสช. กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อค้นหาผู้ป่วยโรคต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ส่วนที่กำลังจะออกระเบียบในช่วงใกล้ๆ นี้ คือระเบียบเงินวิจัยคลินิก ที่ตอนนี้ทางสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลาง อนุมัติในหลักการแล้ว โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของฝั่งกระทรวงสาธารณสุขในการรับรอง เพื่อเตรียมประกาศใช้ในเร็ว ๆ นี้ ส่วนการจัดทำสัญญาการทำวิจัยทางคลินิกมาตรฐาน (Clinical Trial Agreement: CTA Template) ของประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยกร่างสัญญาและพิจารณาอนุมัติร่างสัญญาของบริษัทเอกชนบางส่วน โดยมีแผนที่จะส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณารับรอง เพื่อนำไปใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศต่อไป รวมถึง สวรส. กำลังเร่งพัฒนาโมเดล Early Access เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยารักษาโรคได้ก่อนที่ยาตัวนั้นจะได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาโมเดลร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

          ทั้งนี้การเข้าร่วมการวิจัยคลินิก เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค ดังนั้นเวทีเสวนาและการประชุมในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา Roadmap การวิจัยคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ 

 

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้