4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. หนุนวิจัย พัฒนานวัตกรรม ‘จดจำใบหู’ ยืนยันตัวตนเด็กชายแดน พร้อมเชื่อมข้อมูลสุขภาพ เสริมบริการอนามัยแม่และเด็กต่อเนื่อง-มีประสิทธิภาพ นำร่องพื้นที่แม่สอดก่อนขยายผลใช้จริงและส่งต่อระดับนโยบาย

          การระบุตัวตนที่ชัดเจนของประชากรต่างด้าว เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลและติดตามสถานะทางสุขภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรได้รับสำหรับทุกคนที่อาศัยบนแผ่นดินไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ที่ควรสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็น เช่น การรับวัคซีน การดูแลก่อน-หลังคลอด ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมาพบปัญหาการดูแลสุขภาพเด็กทารกเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากปัญหาการระบุตัวตนที่ส่งผลให้หน่วยบริการสาธารณสุขไม่สามารถติดตามประวัติการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาลขาดความต่อเนื่อง และมีความคลาดเคลื่อนในการจัดสรรวัคซีนตามเกณฑ์ให้กับเด็กกลุ่มนี้ ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคที่สามารถป้องกันได้ เช่น โรคหัด โปลิโอ ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดในชุมชน

          วิธีการระบุตัวตนที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เสียง ม่านตา จอประสาทตา ใบหน้า หู หรือ ดีเอ็นเอ เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน และวิธีการส่วนใหญ่มักใช้ระบุตัวตนได้ดีในกลุ่มประชาชนที่มีอายุมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ยังไม่มีเทคโนโลยีการระบุตัวตนที่เหมาะสม มีความถูกต้อง และมีความแม่นยำที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องลักษณะของร่างกาย และพฤติกรรมของเด็กที่ทำให้อุปกรณ์หรือเครื่องมือการระบุตัวตนที่มีอยู่ไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นการระบุตัวตนด้วยวิธีการจดจำใบหูในเด็กเล็กจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและช่วยลดข้อจำกัดของวิธีการระบุตัวตนแบบอื่นได้ 

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับทีมวิจัยชายแดนแม่สอด พัฒนารูปแบบการระบุตัวตนเด็กแรกเกิดถึง 5 ขวบ สำหรับการจัดบริการอนามัยแม่และเด็กในประชากรต่างด้าวพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหู หรือ Ear Recognition ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอผลการวิจัยดังกล่าว และรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำผลจากงานวิจัยไปใช้จริงในระบบบริการสุขภาพ ซึ่ง สวรส. มุ่งเน้นให้งานวิจัยไม่หยุดแค่เพียงเป็นต้นแบบ แต่ต้องพัฒนาให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพภายใต้การมีหลักฐานเชิงประจักษ์ ก่อนที่จะนำร่องใช้จริง และขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารด้านสาธารณสุขจังหวัดตาก ผู้บริหารโรงพยาบาลแม่สอด ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้วิจัย และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2569 ณ โรงพยาบาลแม่สอด จ.ตาก

          ทั้งนี้งานวิจัยได้พัฒนาเครื่องมือต้นแบบโดยประยุกต์ใช้ ชีวมิติใบหู (Ear Biometrics) และมีการทดสอบประสิทธิผลในเด็กแรกเกิด - 5 ปี จำนวน 960 คน พบว่า เครื่องมือต้นแบบดังกล่าวมีความไวในการยืนยันเด็กคนเดิม 92.40% และความจำเพาะในการจำแนกเด็กต่างบุคคล 93.54% สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการยืนยันตัวตนทางสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาพยาบาลของประชากรเด็กข้ามชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการนำมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการยืนยันตัวตนของเด็กในระบบบริการสุขภาพชายแดน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้เสนอให้ใช้ชีวมิติใบหูเป็นข้อมูลยืนยันตัวตนเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้เป็นข้อมูลประกอบร่วมกับข้อมูลเด็ก ข้อมูลผู้ปกครอง และประวัติการรับบริการ ซึ่งเป็นระบบการใช้ข้อมูลหลายองค์ประกอบ เพื่อช่วยให้หน่วยบริการสาธารณสุขสามารถเชื่อมโยงข้อมูลวัคซีน พัฒนาการ และการรักษาพยาบาลของเด็กแต่ละรายได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งจะช่วยให้เด็กแต่ละคนสามารถเชื่อมโยงกับข้อมูลสุขภาพของตนเอง และได้รับบริการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนย้ายประชากรสูงและมีข้อจำกัดด้านเอกสารยืนยันตัวตน

          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำว่า สวรส. ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่เกิดจากปัญหาของระบบบริการสุขภาพ และสามารถนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างของการนำปัญหาการระบุตัวตนและความต่อเนื่องของข้อมูลสุขภาพเด็กในพื้นที่ชายแดน มาพัฒนาเป็นองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนระบบบริการสุขภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือจะไม่หยุดอยู่ที่การได้แค่เพียงต้นแบบเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องสร้างหลักฐานให้ชัดว่ารูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสม ปลอดภัย และสามารถใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ ก่อนนำร่อง ประเมินผล และใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อขยายผลในระดับนโยบายต่อไป

          นอกจากนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการศึกษาวิจัยให้ความเห็นว่า ก่อนนำเทคโนโลยีไปใช้จริง จำเป็นต้องพัฒนาอุปกรณ์ให้มีความคล่องตัว สามารถรองรับการทำงานแบบออฟไลน์ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงกับระบบข้อมูลสุขภาพ โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิเด็ก ตลอดจนบริบททางสังคมและวัฒนธรรมในพื้นที่เป็นสำคัญ 

          ด้านข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยจึงเสนอให้พัฒนาระบบยืนยันตัวตนทางสุขภาพที่ใช้ข้อมูลหลายองค์ประกอบ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ พร้อมกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสิทธิเด็ก และเสนอให้ดำเนินการนำร่องพร้อมประเมินผล เพื่อสร้างหลักฐานเพิ่มเติมสำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ก่อนพิจารณาขยายผลในระยะต่อไป

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้