ข่าว/ความเคลื่อนไหว
สถานการณ์มลพิษสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีต้นทางมลพิษทั้งจากในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น เหมืองแร่ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ตลอดจนการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ชายขอบที่ระบบเฝ้าระวังของภาครัฐยังเข้าถึงได้ยากและล่าช้า ทั้งนี้ระบบการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบันยังขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างจำกัด ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Environmental Health Literacy: EHL) อย่างถูกต้อง และเกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ระบบเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพมีความเข้มแข็งและยั่งยืน
ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้สนับสนุนทีมวิจัยให้พัฒนาแนวทางวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) เพื่อประยุกต์ใช้ในกระบวนการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน จากฐานความรู้ตั้งต้นสู่การต่อยอดเป็นโครงการวิจัย “การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองในกระบวนการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน” ที่มุ่งพัฒนากระบวนการสร้างความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างศักยภาพของประชาชน โดยใช้แนวคิดวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองในการดูแลตนเอง รวมถึงสามารถเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพจากสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างกลุ่มแกนนำที่จะเป็นทีมหลักในการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพที่มีปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมในชุมชน ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการตัดสินใจเชิงนโยบายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้มีการประชุมคณะผู้ทรงคุณวุฒิกำกับทิศทางงานวิจัยดังกล่าว โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ศ.ดร.นพ.พรชัย สิทธิศรัณย์กุล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.นพ.สมเกียรติ ศิริรัตนพฤกษ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ศ.ดร.ฉันทนา หวันแก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.อังสนา บุญธรรม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พญ.รัชนีวรรณ สินิทธ์กุล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ นายสมเกียรติ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ ไทยพีบีเอส ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2569 ณ โรงแรมกาลนาน ริเวอร์ไซด์ รีสอร์ท จ.นนทบุรี
นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิฯ กล่าวว่า เรื่องการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญที่ระบบใหญ่อาจยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุม ดังนั้นสิ่งที่ควรดำเนินการคือการสร้างความเข้มแข็งผ่านการสร้างความรอบรู้ที่ถูกต้อง โดยมีชุมชนเป็นฐานและการมีส่วนร่วมเป็นหัวใจที่สำคัญ ที่ผ่านมางานวิจัยของ สวรส. ในระยะแรกได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนทำให้เกิดความตื่นตัวและระบบเฝ้าระวังในพื้นที่ จ.น่าน หลังจากนี้ สวรส. ควรนำข้อมูลงานวิจัยไปเชื่อมกับการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เพื่อผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมของสังคมให้มากขึ้น ตลอดจนขับเคลื่อนไปสู่การเป็นมติในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า งานวิจัยในลักษณะการสร้างความรู้และการเสริมศักยภาพของชุมชนอย่างมีส่วนร่วม เป็นการสร้างองค์ความรู้เชิงปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกระบวนที่ต้องใช้เวลา และต้องดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน สวรส. จึงได้มีการดำเนินการวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องผลกระทบทางสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดและใช้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับชุมชนได้เป็นอย่างดี แต่จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ทำให้พบปัญหาอื่น ๆ เพิ่มเติมระหว่างการวิจัย เนื่องจากกระบวนการวิจัยที่เกาะติดใกล้ชิดกับพื้นที่ ทำให้ทีมวิจัยได้พบข้อมูลปัญหาที่จำเป็นต้องถูกแก้ไขอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง ซึ่ง สวรส. ก็พร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาในเรื่องที่เชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่า มากกว่าการสร้างองค์ความรู้จากงานวิจัย คือการได้เรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนกับทีมวิจัย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มีคุณค่าและเกิดประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
นางสาวสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) หัวหน้าโครงการวิจัยฯ และทีมวิจัย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยฯ ว่า การสร้างระบบหรือกลไกการเฝ้าระวังโดยชุมชนที่ยั่งยืน ต้องอาศัยศักยภาพของแกนนำที่เป็นคนในชุมชน โดยต้องเป็นคนที่เข้าใจระบบและกลไกการป้องกันในชุมชน งานวิจัยจึงเน้นที่การสร้างความรอบรู้ด้าน EHL เพื่อให้รู้ว่ามลพิษคืออะไร แหล่งกำเนิดมาจากที่ใด เส้นทางการเคลื่อนที่ของมลพิษเป็นอย่างไร และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อชุมชน รวมทั้งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ป่วยจากปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยตอนนี้อยู่ในช่วงของการดำเนินงานที่เน้นการสร้างแกนนำชุมชน เพื่อให้เกิดทีมนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองใน 3 พื้นที่ ได้แก่ 1) พื้นที่แม่น้ำสาละวินและลุ่มน้ำยวม (กรณีศึกษาการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก) 2) พื้นที่รอบเหมืองแร่ทองคำ (การพัฒนาระบบเฝ้าระวังมลพิษเชิงรุก) 3) พื้นที่เฝ้าระวังความเสี่ยงมลพิษข้ามแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา สปป.ลาว
ด้านพื้นที่แม่น้ำสาละวินและลุ่มน้ำยวม มีการพัฒนาขีดความสามารถของเยาวชน ครู และผู้นำชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีข้อจำกัดด้านการสื่อสาร ให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยตัวแทนแกนนำได้รับการฝึกฝนในการใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้น การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง การเรียนรู้แนวทางการประเมินอนามัยสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาทักษะการเก็บตัวอย่างและการใช้ชุดคัดกรองสารหนูในภาคสนาม และมีการจัดตั้งกลุ่ม LINE ของทีมเฝ้าระวังฯ สาละวิน เพื่อประสานงานระหว่างชุมชน ทีมวิจัย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อทำการปักพิกัด บันทึกข้อมูลลงแพลตฟอร์ม C-site และส่งตัวอย่างน้ำ ดิน ตะกอน พืช และสัตว์น้ำ ไปตรวจยืนยันอย่างแม่นยำในห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ชุมชนยังได้ร่วมกันออกมาตรการระยะสั้น โดยงดใช้น้ำจากลำห้วยที่มีการปนเปื้อนสารหนู พร้อมรณรงค์ให้คนในชุมชนหันมาบริโภคน้ำสะอาดจากแหล่งทางเลือก เช่น น้ำฝนหรือน้ำต้ม และมีการร่วมกันวางแผนระยะยาวในการออกแบบระบบประปาภูเขาเพื่อดึงน้ำสะอาดจากแหล่งน้ำที่ปลอดภัยเข้ามาสู่ชุมชน สำหรับผลลัพธ์ที่น่าสนใจ จากการร่วมสำรวจลำห้วยธรรมชาติ 4 สายหลักของบ้านทิยาเพอ พบว่ามีลำห้วยที่ปลอดภัยเพียง 1 สาย ขณะที่อีก 3 สายตรวจพบการปนเปื้อนสารหนูสูงเกินมาตรฐาน สะท้อนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพที่น่ากังวลจากการพึ่งพาลำห้วยที่ปนเปื้อนในวิถีชีวิต
พื้นที่รอบเหมืองแร่ทองคำ มีการจัดอบรมเพิ่มทักษะความรู้ความเข้าใจเรื่องเส้นทางมลพิษ ความเสี่ยงต่อสุขภาพ และวิธีใช้เครื่องมือวัดภาคสนาม เช่น pH meter เครื่องวัดฝุ่น ชุดตรวจสารหนูในน้ำ การบันทึกข้อมูลผ่านระบบ C-site ให้แก่แกนนำ อสม. ครู และเยาวชน จัดกิจกรรม ‘ชุมชนร่วมคิด’ เพื่อให้ อสม. และตัวแทนคุณครูจากโรงเรียนต่าง ๆ ร่วมกันกำหนดแผนปฏิบัติการ กำหนดจุดเก็บตัวอย่าง ความถี่ และผู้รับผิดชอบที่เหมาะสมกับบริบทชุมชนของตนเอง โดยชุมชนได้เข้ามาร่วมทวนสอบประสิทธิภาพของชุดทดสอบไซยาไนด์ภาคสนาม เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของสารต่าง ๆ ในน้ำ และความแม่นยำในการทำซ้ำ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบฐานข้อมูล Baseline ของพื้นที่ ส่วนผลคะแนนการประเมินความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งในส่วนของความเข้าใจเรื่องเส้นทางมลพิษ การรับรู้ความเสี่ยง และความสามารถในการเฝ้าระวังของกลุ่ม อสม. คุณครู และแกนนำ หลังเสร็จสิ้นการอบรมมีค่าสูงกว่าก่อนการอบรมในทุกหมวดอย่างมีนัยสำคัญ
พื้นที่เฝ้าระวังความเสี่ยงมลพิษข้ามแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา มีการสอดแทรกวิทยาศาสตร์พลเมืองเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยใช้วิธีพัฒนาเครื่องมือ เกม และการบ่มเพาะนักเรียน ผ่านความสัมพันธ์ดั้งเดิมกับธรรมชาติ เช่น ความรู้เรื่องชนิดปลาที่หาจับได้กับผู้ปกครอง หรือการสังเกตธรรมชาติรอบตัว มีการคืนผลการวิเคราะห์ระดับปรอท และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับตัวแทนชุมชน อสม. คนหาปลา และเกษตรกรเจ้าของตัวอย่าง เพื่ออธิบายความรู้ที่ถูกต้องในการดำเนินวิถีชีวิต ด้านการแจ้งเหตุฉุกเฉิน ชุมชนใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียและกลุ่ม Line ร่วมกับการปักหมุด เพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉินเข้าสู่ระบบ C-Site ซึ่งเป็นการช่วยส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบทันที
นอกจากนี้ ในช่วงเดือน พ.ย. 2569 สวรส. และเครือข่ายวิจัยจะร่วมกันจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง ครั้งที่ 2 ซึ่งจะเป็นเวทีที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการเป็นพื้นที่กลางในการนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องรูปแบบการเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชนของแต่ละพื้นที่ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้ที่สนใจ สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ได้เข้ามาเรียนรู้ หาทางออกและแนวทางในการเฝ้าระวัง รวมถึงแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมอย่างง่าย และผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะด้วยข้อมูลเปิด (Open Data) จากชุมชน ในการนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตและนโยบายระดับท้องถิ่น ภายใต้กิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการของเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง โรงเรียน ชุมชน Mini Workshop เวทีเสวนาถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในวงการศึกษา วงท้องถิ่น วงข้อเสนอเชิงนโยบาย การเปิดตัวบอร์ดเกมตัวใหม่ การตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ กับกิจกรรม ‘น้ำต้องสงสัย’ การอบรมนักข่าวพลเมือง เป็นต้น
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้