สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยสำนักวิจัยและพัฒนาจีโนมิกส์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานการแพทย์แม่นยำ และเยี่ยมชมศูนย์การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine Center) ศูนย์ความเป็นเลิศทางห้องปฏิบัติการชีวโมเลกุล (Srinagarind Excellence Laboratory: SEL) สถาบันฟีโนมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งเปิดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางโครงการจีโนมิกส์ไทยแลนด์ เพื่อการขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ความต้องการในการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยเป็นสำคัญ โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็น เมื่อวันที่ 6-7 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ณ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำถึงแนวคิดและหลักการสำคัญของการแพทย์จีโนมิกส์ว่า สอดคล้องกับหลักการ 2 บรรทัด การแพทย์และการสาธารณสุข คือการผสานระหว่าง The Best ความเป็นเลิศในการรักษาแบบปัจเจกบุคคล และ The Most ความครอบคลุมในการป้องกันเพื่อชุมชน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการรักษาโรคที่ตั้งรับไปสู่การป้องกันโรคเชิงรุกเพื่อทุกคน ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมรับมือกับสถานการณ์สุขภาพและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าที่คาด และการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ โดยการแพทย์จีโนมิกส์จะเข้ามาช่วยในเรื่องของการวินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคต่าง ๆ ให้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 1 สามารถถอดรหัสพันธุกรรมได้ 50,000 ราย ใน 5 กลุ่มโรค รวมทั้งมีการสร้างเครือข่ายสถาบันวิจัยและโรงพยาบาลไปแล้วถึง 41 แห่ง พร้อมจัดตั้งศูนย์สกัดสารพันธุกรรม และระบบประมวลผลข้อมูลพันธุกรรมแบบอัตโนมัติที่มีมาตรฐาน และผลจากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมแบบสายสั้น ทำให้ค้นพบตำแหน่งความหลากหลายทางพันธุกรรมของคนไทย สูงถึงประมาณ 122 ล้านตำแหน่ง ซึ่งไม่เคยถูกรายงานในฐานข้อมูลนานาชาติมาก่อน หรืออีกความสำเร็จ การพัฒนา Multi-Gene Panel จำนวน 26 ยีนที่จำเพาะสำหรับคนไทย และถูกนำไปใช้งานจริงในโรงพยาบาล 29 แห่งทั่วประเทศที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO 15189 พร้อมผลักดันเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุสิทธิเบิกจ่ายการตรวจคัดกรองยีน BRCA1/2 หลังผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ยืนยันความคุ้มค่าสูงสุดแก่ผู้ป่วยและประชาชน
นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า ด้านความปลอดภัยของข้อมูลพันธุกรรม สวรส. ในฐานะเป็นผู้ควบคุมข้อมูลให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวางมาตรการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของข้อมูล โดยเน้นการใช้ประโยชน์ข้อมูลเพื่อส่วนรวมเท่านั้น และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบอย่างเคร่งครัด มีระบบการตรวจสอบการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา รวมทั้งแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อปกป้องสิทธิและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลทุกคนอย่างดีที่สุด ส่วนก้าวต่อไปจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2570-2575) จะขยายเป้าหมายไปสู่ 200,000 ราย เพื่อสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมไทยที่ครอบคลุมและแม่นยำ รวมทั้งเพิ่มมิติของข้อมูลให้หลากหลาย และเชื่อมโยงสู่ฐานข้อมูลสุขภาพหนึ่งเดียว เพื่อทำหน้าที่เป็น National Economic Asset หรือสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้งบลงทุนของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จำนวน 5 พันล้านบาท ในระยะเวลา 6 ปี โดยเน้น 5 กลุ่มโรคสำคัญ ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหายาก โรค NCDs โรคติดเชื้อ เภสัชพันธุศาสตร์ เพื่อนำองค์ความรู้และข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในระบบบริการให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลของภาครัฐจะเป็นรากฐานให้ภาคเอกชนนำไปสร้างนวัตกรรมการรักษาและการบริการใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวม ซึ่งถือเป็นการทำงานร่วมกันแบบทวีคูณ และเกิดวงจรขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ ตลอดจนสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้หมุนเวียนกลับมาพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นระบบ
“การแพทย์จีโนมิกส์คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่จะยกระดับประเทศไทยจากปลายทาง Medical Tourism แบบเดิมๆ ไปสู่การเป็น World-Class Precision Medical Hub ที่สามารถรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อนและโรคร้ายแรงจากทั่วโลก โดยจะคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญไปด้วยในเวลาเดียวกัน” นพ.ศุภกิจ ทิ้งท้าย
ผศ.นพ.กุณฑล วิชาจารย์ ผู้อำนวยการ Precision Medicine Center คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยสามารถพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์แม่นยำได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้เกิดประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนเกิดการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหนึ่งในแกนหลักสำคัญที่มีจำนวนผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการมากที่สุด ประมาณกว่า 5,000 ราย จัดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยแบ่งเป็นกลุ่มโรคหายาก 60% กลุ่มโรคมะเร็งและกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลุ่มละประมาณ 20% และจากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม (Whole Genome Sequencing) ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหายากที่เป็นผู้ป่วยต้นแบบ จำนวน 1,000 กว่าราย พบว่าสามารถวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคได้สำเร็จสูงถึง 45% หรือคิดเป็นผู้ป่วยเกือบ 500 รายที่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนและแนวทางการรักษาที่ถูกต้องเป็นครั้งแรก และทำให้ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคอะไร และสามารถดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม
“โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยยังได้เปลี่ยนแนวคิดการรักษา จากระดับบุคคลไปสู่การปกป้องทั้งครอบครัว ภายใต้แนวคิด Genome: One Patient, Many Lives Protected ผ่านตัวอย่างกรณีผู้ป่วยในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น กรณีครอบครัวที่มีลูกเป็นโรคสมองอักเสบหายาก ต้องสูญเสียลูกคนแรกเมื่ออายุ 2-3 เดือน และลูกคนที่ 2 เมื่ออายุ 6 เดือน ด้วยอาการสมองอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งคนที่ 3 ก็มีอาการป่วยแบบเดียวกัน แต่ด้วยการเข้าร่วมโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย จึงสามารถถอดรหัสพันธุกรรมและวินิจฉัยได้ทันท่วงทีว่า ลูกของครอบครัวนี้ป่วยเป็นโรคสมองอักเสบที่ตอบสนองต่อไบโอตินและไทอามีน (Biotin-Thiamine-Responsive Basal Ganglia Disease - BTBGD) ซึ่งเมื่อให้ยาและวิตามินได้ตรงจุด เด็กจึงรอดชีวิตและค่อยๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนเมื่อครอบครัวนี้ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 4 แพทย์ได้ตรวจน้ำคร่ำแม่เพื่อวินิจฉัยก่อนคลอด และพบว่าเด็กในครรภ์ไม่เป็นโรคดังกล่าว จึงเป็นการยุติวงจรโรคที่ส่งต่อทางพันธุกรรม และสามารถสร้างอนาคตใหม่ให้แก่ครอบครัวได้อย่างแท้จริง หรือกรณีครอบครัวที่มีประวัติสมาชิกเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในหลากหลายอวัยวะ การตรวจพบการกลายพันธุ์ของยีน MSH2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ช่วยให้ทายาทรุ่นหลังที่ยังไม่แสดงอาการได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจพบมะเร็งได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสามารถวางแผนครอบครัวเพื่อป้องกันไม่ให้ยีนก่อมะเร็งส่งต่อไปยังลูกหลานผ่านเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนก่อนฝังตัว (PGD) นอกจากนี้ การตรวจที่ให้ผลเป็นลบในอีก 55% ของผู้เข้าร่วมโครงการฯ ก็ไม่ได้สูญเปล่า แต่ช่วยยุติวงจรการตระเวนหาแพทย์และตรวจซ้ำซ้อนที่ทำให้ผู้ป่วยต้องหมดค่าใช้จ่ายไปกับการตรวจที่ไม่จำเป็น เช่น การทำ MRI หรือการเจาะชิ้นเนื้อซ้ำ ๆ จนบางครอบครัวต้องประสบภาวะล้มละลายจากการตรวจสุขภาพ” ผศ.นพ.กุณฑล ยกตัวอย่างย้ำ
ผศ.นพ.กุณฑล ให้ข้อมูลต่อว่า มีการค้นพบข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมที่มีความจำเพาะในแต่ละภูมิภาค (Regional Specific Data) โดยทีมวิจัยได้ศึกษาผู้ป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกง่ายและทารกบวมน้ำโดยไม่ทราบสาเหตุจำนวนกว่า 140 ครอบครัว (เกือบ 400 ราย) โดยเมื่อตรวจคัดกรองกลุ่มหญิงฝากครรภ์ในภาคอีสาน ทำให้พบว่า อัตราการเป็นพาหะสูงถึง 3% หรือคิดเป็น 1 ใน 33 คน ซึ่งนับเป็นสถิติที่สูงมากและมีโอกาสสูงที่คู่สมรสที่เป็นพาหะทั้งคู่จะแต่งงานกันจนทำให้ทารกในครรภ์มีภาวะบวมน้ำและเสียชีวิต และจากองค์ความรู้ดังกล่าว ได้นำไปพัฒนาเป็นชุดตรวจคัดกรองราคาประหยัดประสิทธิภาพสูงและนำไปใช้ในระบบบริการได้จริง โดยได้ทำการตรวจคัดกรองหญิงตั้งครรภ์และคู่สมรสไปแล้วกว่า 1,000 ราย เพื่อวางแผนดูแลและรักษาทารกในครรภ์ได้อย่างทันท่วงที และยังพบอีกว่า โรคทางพันธุกรรมบางชนิดมีการกระจุกตัวของผู้ป่วยและพบลักษณะการกลายพันธุ์เดียวกันเฉพาะในบางจังหวัดของภาคอีสานอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถออกแบบนโยบายควบคุมและป้องกันโรคเฉพาะพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้มีการบูรณาการฐานข้อมูลโรคหายากเมตาบอลิกกว่า 70 โรคร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
“เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และกระทรวงสาธารณสุขในโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 1 นี้ คือการนำข้อมูลเชิงประจักษ์ไปผลักดันเสนอต่อ สปสช. เพื่อบรรจุการตรวจคัดกรองและรักษาโรคทางพันธุกรรมเหล่านี้เข้าสิทธิประโยชน์บัตรทอง (UC) ควบคู่กับการกระจายศูนย์บริการอณูพันธุศาสตร์และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์แม่นยำระดับมาตรฐานสากลได้อย่างเท่าเทียม และสามารถเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขไทยไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ผศ.นพ.กุณฑล กล่าว
ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการจัดการข้อมูลระดับประเทศเพื่อการวิจัยที่ปลอดภัยคือ การใช้ข้อมูลตามสิทธิ์ที่อนุมัติภายใต้การควบคุมและตรวจสอบได้ โดยโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลพันธุกรรมระดับประเทศได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการควบคุมดูแลตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลข้อมูลอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการประมวลผลข้อมูลจีโนมประชากรไทยพบข้อมูลที่สำคัญ อาทิ พบตัวแปรตำแหน่งเดียว (SNP) เฉลี่ยต่อบุคคล สูงถึง 3,696,631 ตำแหน่งต่อคน พบตำแหน่งการเพิ่มขึ้นหรือขาดหาย (INDEL) เฉลี่ยต่อบุคคล 754,428 ตำแหน่งต่อคน และพบตำแหน่งใหม่ (Novel INDELs) ที่ไม่เคยรายงานมาก่อนประมาณ 8.67% หรือคิดเป็น 65,441 INDELs และฐานข้อมูลอ้างอิงของกลุ่มประชากรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรคหายาก 12,981 ราย กลุ่มโรคมะเร็ง 7,980 ราย กลุ่มที่ไม่ใช่โรคหายาก 27,333 ราย และกลุ่มที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง 32,334 ราย รวมถึงฐานข้อมูลอ้างอิงจีโนมไทย (ThaiGeR) มีการเก็บข้อมูลมากกว่า 270 ล้านตำแหน่ง variants ที่พบได้ในประชากรไทย โดยเป็นตำแหน่งที่ยังไม่เคยถูกรายงานมาก่อนสูงถึง 45%
“ข้อมูลดังกล่าวมีการจัดการอย่างมีมาตรฐานธรรมาภิบาลและการควบคุมสิทธิ์ขั้นสูง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการวิจัยที่ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรการกฎหมาย ซึ่งข้อมูลพันธุกรรมถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวตามกฎหมาย PDPA ซึ่งต้องได้รับการขอความยินยอมจากอาสาสมัครก่อนรวบรวม และการเข้าถึงข้อมูลระดับบุคคลทั้งหมดจะต้องได้รับความเห็นชอบและอนุมัติผ่านคณะกรรมการพิจารณาการเข้าถึงข้อมูล (Data Access Committee: DAC) โดยแบ่งการเข้าถึงข้อมูลตามระดับข้อมูลและวัตถุประสงค์การวิจัย 1) ข้อมูลสาธารณะ ที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงความถี่ allele/genotype แบบสรุปรวมโดยไม่มีข้อมูลส่วนบุคคล 2) ข้อมูลโครงการส่วนตัว ที่ให้สิทธิ์สำหรับหัวหน้าโครงการวิจัย ในการจัดการและเข้าถึงข้อมูลผู้เข้าร่วมโครงการของตนเอง และจัดการสิทธิ์การใช้งานได้ 3) ข้อมูลระดับบุคคล ที่นักวิจัยยื่นคำขอผ่าน DAC และวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลที่ได้รับการอนุมัติในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม ทั้งนี้ระบบนิเวศการวิจัยที่สร้างขึ้นนี้ จะช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยด้านแพทย์แม่นยำของไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง” ดร.ศิษเฎศ กล่าว
ด้าน ดร.นุสรา สัตย์เพริศพราย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. กล่าวว่า ภายใต้โครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย ระยะที่ 1 ส่งผลให้เกิดคลังข้อมูลรหัสพันธุกรรมขนาดใหญ่ โดยโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลทางพันธุกรรม ข้อมูลทางคลินิก และข้อมูลโอมิกส์ รวมกันสูงถึง 30 PB ซึ่งจัดเก็บอยู่ในระบบที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ (Trusted Research Environment: TRE) โดยกลุ่มโรคหายากมากกว่า 19,000 ราย กลุ่มโรค NCDs มากกว่า 15,000 ราย กลุ่มโรคมะเร็งมากกว่า 9,000 ราย กลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ (EID) มากกว่า 4,000 ราย กลุ่มเภสัชพันธุศาสตร์มากกว่า 3,000 ราย ดังนั้นจึงต้องมีระบบการบริหารจัดการข้อมูล (Data Governance) ที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานสากล เป็นไปตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ โดยก่อนเริ่มเก็บข้อมูล อาสาสมัครทุกคนต้องลงนามให้ความยินยอม โดยโครงการฯ มีการกำหนดกรอบของสิทธิ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ตัวอย่างเลือดและสารพันธุกรรมจะถูกเก็บรักษาไว้ในธนาคารตัวอย่าง (Biobank) เป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ข้อมูลทั้งหมดของอาสาสมัครจะใช้รหัสกำกับ ไม่มีชื่อ-นามสกุล หรือข้อมูลอื่นใดที่สามารถระบุตัวตนจริงได้ พร้อมจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ความปลอดภัยสูง รวมทั้งการรายงานผลการศึกษาทั้งหมดจะทำในลักษณะภาพรวมเท่านั้น ไม่มีการรายงานในระดับบุคคล ทั้งนี้เจ้าของข้อมูลตามมาตรา 30 ของ PDPA มีสิทธิ์เพิกถอนความยินยอม ขอเข้าถึง ขอแก้ไข ขอให้ลบหรือทำลาย หรือขอระงับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตนเมื่อใดก็ได้ ฯลฯ
“สวรส. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ใช้หลักการ 5 SAFE ในการเปิดให้เข้าถึงฐานข้อมูลจีโนมิกส์ เพื่อให้เกิดการนำข้อมูลไปใช้ต่อยอดทางการแพทย์ที่เกิดประโยชน์กับระบบสุขภาพและมีความปลอดภัยของข้อมูลมากที่สุด 1) Safe Project โครงการที่ขอใช้ข้อมูลต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน โปร่งใส ไม่ก่อความเสียหาย และมุ่งสร้างนวัตกรรมหรือความก้าวหน้าทางการแพทย์จีโนมิกส์ของประเทศ 2) Safe People ผู้ขอใช้ข้อมูลต้องมีสังกัดสถาบันที่เป็นนิติบุคคลเพื่อรับรองสถานภาพและความรับผิดชอบ 3) Safe Data ข้อมูลส่วนบุคคลของอาสาสมัครจะถูกปกปิดตัวตน ไม่สามารถระบุถึงตัวตนได้ 4) Safe Setting ข้อมูลจะถูกจัดเก็บและประมวลผลในระบบสารสนเทศที่มีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์สูงสุด 5) Safe Output ผลวิเคราะห์หรือรายงานการศึกษาทั้งหมดจะต้องถูกพิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบความปลอดภัยก่อนอนุญาตให้นำออกจากระบบ ทั้งนี้นโยบายและหลักเกณฑ์ควบคุมข้อมูลเหล่านี้ได้รับการประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการผ่านประกาศของ สวรส. ปี พ.ศ. 2567 และ 2569 เพื่อเป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่า ข้อมูลพันธุกรรมทุกรหัสของท่านจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีที่สุด ควบคู่กับการผลักดันนวัตกรรมการแพทย์แม่นยำของประเทศไทยสู่สากล”
ดร.นุสรา กล่าว
ปิดท้ายด้วยกิจกรรมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางโครงการจีโนมิกส์ประเทศไทย และการบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน โดยเฉพาะเรื่องการขอใช้ข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการวิจัยต่อยอด การวินิจฉัยโรค และอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและระบบบริการ รวมถึงข้อเสนอมุมมองการพัฒนาต่อยอด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเชิงระบบ และการยกระดับการดูแลสุขภาพคนไทยด้วยการแพทย์จีโนมิกส์อย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำและศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาค
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้