4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. สะท้อนรากปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมเสนอแนวทางตั้ง ‘บอร์ดระดับชาติ’ เน้นติดตาม-แก้ไข กู้วิกฤต ‘กำลังคน’ ในระบบสุขภาพ

          ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านกำลังคนสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ชี้ความอยู่รอดของทั้งระบบและสุขภาพผู้คนในอนาคต ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ประเทศกำลังจะมีผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการการดูแลเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ค่อย ๆ ยกตัวพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ระบุว่า จากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 8.94 ล้านคนในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 10.34 ล้านคน ในปี 2567[1] รวมถึงการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป กำลังจะเพิ่มเป็น 28% ของประชากรทั้งหมดในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า[2] 

          ขณะที่อีกด้าน ระบบบริการสุขภาพกลับต้องเจอปัญหาเรื่อง “กำลังคนไม่เพียงพอ” เช่น ในปี 2569 จากโรงพยาบาลชุมชนที่กระจายอยู่ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีถึง 36 จังหวัดที่ขาดแคลนกำลังคนมากกว่า 40% ซึ่งแม้จะมีการเร่งผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และแต่ละปี สธ. จะได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับบริหารจัดการบุคลากร (เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน) โดยในปี 2569 ได้รับ 1.09 แสนล้านบาท แต่อีกส่วนหนึ่ง งบประมาณที่ใช้จ้างบุคลากรมาจากเงินบำรุงของโรงพยาบาล ส่วนด้านภาระงาน บุคลากรจำนวนมากต้องรับภาระงานค่อนข้างหนัก โดยจากผลสำรวจของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ในปี 2569 พบว่า มีบุคลากรถึง 33% ที่ทำงานมากกว่า 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมี 2.38% ที่ทำงานมากกว่า 99 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟ และนำไปสู่การลาออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเริ่มอาชีพ 

          ดังนั้นเพื่อหาทางออกและแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร จึงจัดสัมมนาเรื่อง “แนวทางกำกับนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทย” โดยดึงผู้กำหนดนโยบาย แพทย์ นักวิจัย/นักวิชาการ บุคลากรวิชาชีพต่าง ๆ และตัวแทนภาคประชาชน จากหลากหลายหน่วยงาน มาร่วมอภิปรายใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) ทิศทางนโยบายกำลังคนด้านสุขภาพกับการพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคต และ 2) แนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ต่อยอดมาจากงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ก่อนจะนำไปพัฒนาและเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.

          ช่วงหนึ่งของการสัมมนา ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. ซึ่งเป็นหนึ่งในวิทยากรหลัก ได้สะท้อนว่า สิ่งสำคัญของการจะปฏิรูประบบกำลังคนสุขภาพคือ ต้องไม่แก้ไขเรื่องนี้เรื่องเดียวโดยแยกส่วนจากเรื่องอื่น ๆ เพราะอาจช่วยได้แค่ส่วนหนึ่ง แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูประบบอื่น ๆ ไปพร้อมกันด้วย ทั้งเรื่องระบบการเงินการคลัง และระบบบริการ โดยเฉพาะในระดับปฐมภูมิ เนื่องจากรากของปัญหาด้านกำลังคนในเชิงโครงสร้างเกี่ยวพันกันอย่างเป็นระบบ โดยสามารถสรุปได้เป็น 5 ข้อ ได้แก่ 1) ระบบวางแผนกำลังคน ที่เน้นใช้ค่าเฉลี่ยประชากรมากกว่าภาระงานจริง รวมถึงไม่มีการเชื่อมโยงกับความต้องการบริการสุขภาพ และการวิเคราะห์อัตรากำลังด้วยภาระงาน (FTE) อีกทั้งข้อมูลที่ใช้ก็ไม่ครบถ้วน และไม่เป็นปัจจุบัน 2) ระบบการเงินการคลัง มีการจัดสรรที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเน้นปริมาณบริการมากกว่าคุณภาพ รวมถึงแรงจูงใจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของระบบ 3) การกำกับดูแลแบบแยกส่วน เนื่องจากหน่วยงานหลายส่วนไม่เชื่อมโยงกัน อีกทั้งแผนการผลิตและแผนการใช้ไม่สอดคล้องกัน ตลอดจนขาดกลไกกำกับติดตามแบบบูรณาการ 4) ภาระงานเอกสาร และระบบดิจิทัลที่มีหลากหลายระบบ แต่ไม่เชื่อมโยงกัน ขณะเดียวกันงานเอกสารก็มีความซ้ำซ้อน ทำให้ต้องใช้เวลาในส่วนนี้มากกว่าการดูแลผู้ป่วย 5) โครงสร้างกำลังคนไม่สมดุล แม้จะมีเรื่องการผสมผสานทักษะ ซึ่งช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ระบบปฐมภูมิยังมีความอ่อนแอ เห็นได้จากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ความชุกของโรคเบาหวาน อยู่ที่ประมาณ 9.5% แต่ในปี 2568 เพิ่มเป็น 10.6% นอกจากนี้การรักษาบุคลากรไว้ในระบบยังทำได้ในอัตราต่ำ และการกระจายกำลังคนก็ไม่เป็นธรรม 

          “การกระจายกำลังคนด้านสุขภาพมีปัญหาไม่น้อยเหมือนกัน อย่างกรณีแพทย์ ถ้าพูดถึงภาพใหญ่ระดับประเทศ จริง ๆ แพทย์ไม่ได้ขาด แต่มีการกระจายตัวที่ไม่เหมาะสม โดยแพทย์มักไปกระจุกอยู่กับความเชี่ยวชาญด้านความงาม ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ขาดแคลนจริง เพราะไม่มีตำแหน่งให้บรรจุ ทำให้เกิดการไหลออกจากระบบจำนวนมาก ซึ่งทางแก้ตอนนี้ที่ทำกัน คือเปิดหลักสูตร 2 ปีครึ่ง” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

          ที่ผ่านมาแม้จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอยู่หลายชุด แต่ ผศ.ดร.จรวยพร บอกว่า ยังมีช่องว่างในหลายเรื่อง อาทิ 1) การขาดอำนาจในการจัดการปัญหาด้านกำลังคน เพราะคณะกรรมการเหล่านั้น มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย แต่การบังคับใช้ทำไม่ได้เท่าที่ควร 2) การขาดการมีส่วนร่วมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มักเป็นการคิดและสั่งการจากผู้บริหารระดับสูง และ 3) การขาดกลไกเลขานุการในการดำเนินงานอย่างถาวร เนื่องจากคณะกรรมการที่ถูกตั้งขึ้นมีเพียงรูปแบบคณะกรรมการ แต่ไม่มีกลไกที่จะดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ดังนั้น สำหรับแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ ผศ.ดร.จรวยพร บอกว่า มีความจำเป็นจะต้องมีการตั้งทั้ง 2 ส่วน เพื่อให้มีอำนาจในการดำเนินการตามนโยบาย และปิดช่องว่างของระบบปัจจุบัน ตลอดจนกลไกการแก้ไขที่ผ่านมา เพราะไม่อย่างนั้นการแก้ไขก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิม และไม่มีอะไรเปลี่ยน 

          “อย่างความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพ ถ้าสามารถตั้งคณะกรรมการและสำนักงานกำลังคนฯ ได้จริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความแตกต่างด้านสวัสดิการ ความมั่นคงจากการจ้างงานที่หลากหลายรูปแบบนอกเหนือจากข้าราชการ เช่น พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างประจำ และอาจเพิ่มตัวแทนและเปิดพื้นที่ส่งเสียงให้กับกลุ่มสายสนับสนุนให้เข้ามามีเสียงมากขึ้น” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวเสริม

          ส่วนรูปแบบการจัดตั้งสำนักงาน ผศ.ดร.จรวยพร ชี้ว่า ควรเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นแบบไม่ถาวร แต่เมื่อตั้งขึ้นมาแล้ว ต้องสามารถดำเนินการเพื่อแสดงผลงานในการแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน เช่น ภายใน 3 ปีจะแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง หากผลงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์สามารถยุบได้ โดยหน่วยงานชั่วคราวนี้อาจสังกัดกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีความเป็นกลาง แต่ถ้าผลการดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ในอนาคตอาจจะออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หรือ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันไม่น่าจะออกเป็นนิติบุคคลได้ เพราะรัฐบาลกำลังมีนโยบายควบคุมกำลังคน และกำลังมีแผนที่จะยุบหลายหน่วยงาน ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสม คือการต่อยอดและยกระดับขึ้น อาทิ ต่อยอดจากคณะกรรมการการปฏิรูปกำลังคนและภารกิจบริการด้านสาธารณสุขในภาพรวมทั้งระบบ เป็นต้น

          ผศ.ดร.จรวยพร อธิบายต่อถึงโครงสร้างของคณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติว่า อาจต้องออกแบบให้จำนวนกรรมการสามารถสะท้อนเสียงจากทุกภาคส่วนได้ โดยให้นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่กำกับดูแลงานข้ามกระทรวง เป็นประธาน ส่วนกรรมการอื่น ๆ ให้มีผู้แทนจากผู้กำกับนโยบาย ผู้ให้บริการจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคท้องถิ่น ผู้ใช้บริการ สมาคมต่าง ๆ ฯลฯ แต่ทั้งหมดนี้อาจต้องใช้กระบวนการสรรหาคล้ายกับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ด้านบทบาทหน้าที่ของฝ่ายเลขานุการ ซึ่งก็คือ สำนักงานกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ ควรให้มีการวิเคราะห์ พยากรณ์ และติดตามสถานการณ์ บริหารเรื่องร้องเรียน มีการจัดทำรายงานประจำปี และสนับสนุนบริการทางกฎหมาย ซึ่งกรอบอัตรากำลังของสำนักงานควรต้องมากกว่า 20 คน เพื่อให้สอดรับกับภาระงานที่ต้องรับผิดชอบเหล่านี้ ส่วนอีกกลไกการดำเนินงานในรูปแบบอนุกรรมการ ให้ทำตามที่กำหนดไว้ เช่น จัดทำมาตรฐานการผลิต การกระจายตัว และการธำรงรักษา กำหนดภาระเวลาในการทำงาน และชั่วโมงการทำงาน พัฒนาฐานข้อมูลและนวัตกรรมกำลังคน ทำให้เกิดการบูรณาการจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคน 

          “อยากใช้คำว่าเขียว เหลือง และแดง ถ้าง่ายสุด คือเขียว และใช้กลไกเดิมที่เป็นคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) แต่ถ้าเหลือง ต้องมาคิดและออกแบบให้ชัดถึงกลไกและโครงสร้าง เช่น จะตั้งเป็นซูเปอร์บอร์ดหรือไม่ และสุดท้ายแดง การออก พ.ร.บ. และ พ.ร.ฎ. ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากให้เกิด แต่เป็นไปได้ยากมาก เพราะรัฐบาลกำลังคุมกำลังคน และงบประมาณ แต่ที่สุดแล้วไม่ว่าจะตัวเลือกไหนก็ต้องให้กลไกรัฐสภาผลักดันให้ได้ เพราะปัจจุบัน สวรส. มีทั้งเรื่องงานวิจัย องค์ความรู้ ระบบข้อมูลที่พร้อมให้นำไปใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ อย่างข้อเสนอในครั้งนี้ก็พัฒนามาจากงานวิจัยที่ สวรส. สนับสนุน ฉะนั้นจึงอยากให้มีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง” รองผู้อำนวยการ สวรส. ระบุ  

          สำหรับช่วงที่มีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ร่วมอภิปราย มีความคิดเห็นที่น่าสนใจ เช่น หากจะตั้งคณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ ควรมีการตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับชาติที่มีอำนาจที่แท้จริงก่อน เพื่อกำกับควบคุมหน่วยบริการทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือหากไม่อยากตั้งคณะกรรมการใหม่ ให้ปรับบทบาทของ สธ. เป็นผู้มีอำนาจกำกับโดยเฉพาะ หากมีการตั้งคณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติ อาจไม่จำเป็นต้องมีทุกวิชาชีพเป็นองค์ประกอบของกรรมการ แต่ให้มีช่องทางในการรับฟังความคิดเห็นจากทุกวิชาชีพ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้คณะกรรมการมีกรรมการจำนวนมาก และต่างฝ่ายจะต่างรายงานปัญหา และข้อเสนอของวิชาชีพตนเองจำนวนมาก จนสุดท้ายทุกปัญหาจะถูกเพียงรับทราบในที่ประชุม แต่ไม่ได้มีการเดินหน้าแก้ไขต่อ รวมถึงมีการให้ความเห็นว่า ภายใต้ข้อจำกัดของแนวนโยบาย และงบประมาณของภาครัฐที่ต้องการจำกัดการเพิ่มบุคลากรภาครัฐ การตั้งคณะกรรมการ หรือสำนักงานใหม่ เพื่อมาทำหน้าที่เฉพาะอาจเป็นไปได้ยาก แต่อีกแนวทางที่จะเป็นไปได้คือ การตั้งคณะกรรมการกำลังคนสุขภาพแห่งชาติภายใต้ สธ. เพราะมีองค์ประกอบต่าง ๆ ค่อนข้างครบ แต่ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทของ สธ. ให้กลายเป็นผู้กำกับดูแล โดยไม่ต้องมีหน่วยบริการมาอยู่ในสังกัด เป็นต้น
............................

ข้อมูลจาก

 

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้