4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

ถอดรหัสผลสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุไทย ชี้ ‘การทำงาน-การมีส่วนร่วมทางสังคม’ เสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ แนะลดป่วย NCDs สมองเสื่อม หนุนครอบครัว-ชุมชน-อปท. ร่วมป้องกัน-ดูแลต่อเนื่อง

          ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) สะท้อนภาพสถานการณ์ผู้สูงอายุที่กำลังเป็นความท้าทายของทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ตลอดจนสถานการณ์ภาวะสมองเสื่อมและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในผู้สูงอายุไทย 

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงผลการสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุ: ถอดรหัสสุขภาพผู้สูงอายุไทย ข้อมูลเพื่ออนาคตสังคมสูงวัย”
โดยนำเสนอข้อมูลผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ในประเด็นสุขภาพผู้สูงอายุ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2569 ณ โรงแรม Abloom กรุงเทพฯ 

          รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพฯ เครือข่ายวิจัย สวรส. กล่าวว่า จากผลการสำรวจสุขภาพฯ พบว่า สัดส่วนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงเวลา 30 ปี โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 21% หรือประมาณ 14 ล้านคน และวิถีชีวิตของผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมากจากอดีต เช่น มีการศึกษาสูงขึ้น เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีมากขึ้น ความเป็นอยู่เปลี่ยนจากครอบครัวขยาย เป็นอยู่กับคู่สมรสหรืออยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น โดยพบผู้สูงอายุอยู่คนเดียว 1.4 ล้านคน (เป็นผู้สูงอายุหญิงถึง 1 ล้านคน) นอกจากนี้ยังพบอัตราการทำงานของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าในช่วงเวลา 20 ปี โดยปัจจุบันผู้สูงอายุ 52% ยังคงทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 60-65 ปีที่พบว่า ยังทำงานอยู่ถึง 70% แต่ขณะเดียวกันยังมีความท้าทายด้านความเพียงพอของรายได้ โดยสัดส่วนของการมีรายได้ที่เพียงพอลดลงจาก 69% เป็น 39% ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2568
          ด้านสุขภาพพบว่า แนวโน้มการพึ่งพิงในกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ระหว่าง พ.ศ. 2552-2568 จาก 15.5% เป็น 28% หรือประมาณ 4 ล้านคน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง สูงที่สุดถึง 36% อย่างไรก็ตามสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลมีเพียง 12% ของผู้สูงอายุทั้งหมด หรือ 1.8 ล้านคน แต่ในจำนวนที่ต้องการผู้ดูแล กลับไม่มีผู้ดูแลถึง 55% หรือเกือบ 1 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันพบว่า ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุกว่า 95% เป็นคนในครอบครัว หากเปรียบเทียบระหว่างภูมิภาคพบว่า ผู้สูงอายุในภาคอีสานน่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากมีอัตราของภาวะพึ่งพิง พลัดตกหกล้ม รายได้ไม่เพียงพอ ต้องการผู้ดูแลแต่ไม่มี และมีความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น โลหิตจาง ไตวายเรื้อรัง และภาวะเมทาบอลิก ที่สูงกว่าภาคอื่น ๆ

          รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพฯ ยังพบอีกว่า ผู้สูงอายุที่ยังทำงานมีสุขภาพดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานอย่างชัดเจน ทั้งอัตราการป่วยเป็นโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะเมทาบอลิก อ้วนลงพุง และสมองเสื่อมที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มที่ยังทำงานและมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอสูงกว่า มีความเสี่ยงของภาวะซึมเศร้าและพลัดตกหกล้มต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำงาน นอกจากการทำงาน การมีกิจกรรมทางสังคมของผู้สูงอายุก็มีความสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดีกว่าของผู้สูงอายุเช่นกัน

          “จากวิถีชีวิตของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนไป ประกอบกับการทำงานและการมีส่วนร่วมทางสังคม ส่งผลดีต่อผู้สูงอายุ สังคมจึงควรเปลี่ยนมุมมอง โดยก้าวข้ามคำว่า ‘สูงอายุ’ และปรับนิยามผู้สูงอายุ จาก 60 ปี เป็น 65 ปีขึ้นไป ร่วมกับการปรับมาตรการต่าง ๆ เช่น สนับสนุนการจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุ ปรับเปลี่ยนอายุการเกษียณ รวมทั้งปรับสวัสดิการและสร้างหลักประกันเพื่อรองรับ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการมีพื้นที่กิจกรรมทางสังคมให้กับผู้สูงอายุ และให้ความสำคัญกับนโยบายเชิงป้องกัน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าวทิ้งท้าย

          ผศ.พญ.ชโลบล เฉลิมศรี อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ภาวะสมองเสื่อมของผู้สูงอายุไทย โดยระบุว่า ปัญหาสมองเสื่อมถือเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สำคัญในประชากรผู้สูงอายุไทย และอาการของภาวะสมองเสื่อมที่พบบ่อย ได้แก่ หลงลืม หลงทางที่คุ้นเคย ความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ และการดูแลตนเอง แย่ลง นึกคำไม่ออก ใช้คำผิด สับสนวันเวลา สมาธิไม่ดี และมีอารมณ์หรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไป โดยในระยะแรกจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจวัตรประจำวัน แต่เมื่อโรคดำเนินไปจนถึงขั้นสมองเสื่อมแล้ว จะส่งผลกระทบต่อกิจวัตรพื้นฐานประจำวัน

          “จากข้อมูลสำรวจสุขภาพฯ ครั้งล่าสุด ซึ่งได้มีการลงพื้นที่สำรวจประชากรในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยใช้แบบทดสอบ MoCA-B ร่วมกับการประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน พบว่า มีผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดหรือสมรรถภาพสมองถดถอย สูงถึง 16.5% โดยเป็นเพศชาย 18.7% เพศหญิง 13.4% โดยในกลุ่มนี้มีผู้สูงอายุ 3.7% ที่มีความบกพร่องของสมรรถภาพสมองมากจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น ยังพบว่า สมรรถภาพสมองยังเกี่ยวข้องกับอายุ การศึกษา เศรษฐฐานะ การประกอบอาชีพ ภูมิลำเนา ตลอดจนโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง ฯลฯ ดังนั้นการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมจึงมีความสำคัญ โดยอาจพิจารณาเร่งคัดกรองในกลุ่มที่มีความเสี่ยงก่อน” ผศ.พญ.ชโลบล กล่าวเพิ่มเติม

          ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของผู้สูงอายุคือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่จะมีอัตราป่วยสูงขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่ช่วงอายุประมาณ 40 ปี และสูงสุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2547-2568 อัตราป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ กล่าวคือ เบาหวานเพิ่มจาก 14.3% เป็น 20.8% ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เพิ่มจาก 24.6% เป็น 38.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 51.6% เป็น 62.9% ขณะเดียวกัน แม้ว่ากลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เข้ารับบริการการคัดกรองโรค NCDs ได้รับการรักษา และมีการควบคุมโรคดีกว่าวัยทำงาน แต่สัดส่วนของการควบคุมโรคยังไม่ดี และยังอยู่ในระดับสูง เช่น เบาหวานมีถึง 44.2% และความดันโลหิตสูง 30.5% ของผู้สูงอายุที่ได้รับการรักษา แต่ยังควบคุมระดับน้ำตาลหรือความดันโลหิตไม่ได้ตามเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้สูงอายุที่เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตวายเรื้อรังเพิ่มถึง 2 เท่า

          ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพที่ส่งผลให้เกิดการป่วยโรค NCDs มีอัตราสูงที่สุดในวัยรุ่นและวัยทำงาน และจะลดลงในวัยสูงอายุ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพตั้งแต่วัยรุ่นส่งผลต่อการป่วยด้วยโรค NCDs ในวัยสูงอายุ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงจึงควรทำตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงาน ส่วนในวัยสูงอายุ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ควรเน้นคือ การบริโภคอาหารและการมีกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุที่บริโภคอาหารประเภทธัญพืชเป็นประจำ มีความเสี่ยงโรค NCDs ลดลงเฉลี่ย 22-26% แต่หากบริโภคอาหารแปรรูปหรือเนื้อสัตว์เป็นประจำ ระดับไขมันจะสูงขึ้นเฉลี่ย 17-50% นอกจากนี้พบว่า ผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายน้อย เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานถึง 23%

          ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า หัวใจหนึ่งของการสำรวจสุขภาพฯ คือการนำข้อมูลที่ได้มาใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงนโยบาย การจัดทำแนวทางหรือมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่จัดการได้ ตัวอย่างเช่น สมองเสื่อม ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้ถึง 45% หากสามารถจัดการกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ตามช่วงวัยได้ โดยเฉพาะช่วงวัยกลางคน (Midlife) ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เนื่องจากสามารถป้องกันความเสี่ยงได้สูงถึง 30% โดยมีปัจจัยที่ต้องระวัง อาทิ การสูญเสียการได้ยิน ไขมันในเลือดสูง ภาวะซึมเศร้า การกระทบกระเทือนทางสมอง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย โรคอ้วนและการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ส่วนช่วงปลายของชีวิต (Late Life) สามารถป้องกันได้อีก 10% เช่น ป้องกันเรื่องการแยกตัวจากสังคม มลพิษทางอากาศ การสูญเสียการมองเห็น 

          “จากการสำรวจสุขภาพฯ สะท้อนให้เห็นสถานการณ์เชิงตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในหลายเรื่องอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วย NCDs และทำให้เห็นภาพใหญ่ของสถานการณ์ด้านสุขภาพของประชาชนไทย ว่าควรมีการทำงานเชิงป้องกันอย่างไรต่อไป โดยสามารถนำข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพฯ ไปวางแผนจัดทำแนวทางการป้องกันในพื้นที่ที่พบปัญหาค่อนข้างสูง หรือออกแบบเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาในภาพรวม เช่น การป้องกันเชิงรุกในกลุ่มวัยกลางคน ตั้งแต่อายุ 40-45 ปี เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs รวมถึงป้องกันความเสื่อมของสมองและอวัยวะต่าง ๆ ก่อนวัยอันควร โดยหลังจากนี้ สวรส. และทีมวิจัยจะสกัดสาระสำคัญ เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ กระทรวงสาธารณสุข กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาวิชาชีพ ราชวิทยาลัยต่าง ๆ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ฯลฯ ตลอดจนสนับสนุนให้ครอบครัว ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่องในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยในภาพรวม และลดภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาว” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้