ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู

สวรส.จับมือ 5 ภาคี ลงนาม MOU ปฏิวัติระบบสุขภาพไทยด้วยจิตวิญญาณ R2R ในยุค AI พลิกโฉมการจัดบริการสุขภาพเชิงรุกและสร้างความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างเชี่ยวกรากของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของมนุษยชาติ  ซึ่งวงการสาธารณสุขไทยเองนั้น กำลังเผชิญหน้ากับโจทย์ท้าทาย และเราจะผสมผสานจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้ของมนุษย์เข้ากับความอัจฉริยะของเทคโนโลยีเพื่อส่งมอบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมุ่งเน้น “คุณค่า” ให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมได้อย่างไร?

 

คำตอบอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ถูกฉายภาพไว้อย่างเด่นชัดในงานประชุมวิชาการ R2R Thailand 2026 (Routine to Research) ภายใต้แนวคิดหลัก “Lifelong Learning in the Age of AI” ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ระหว่างวันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 งานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอผลงานวิชาการทั่วไป แต่คือเวทีปฏิวัติแนวคิดและการประกาศยุทธศาสตร์ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มี “คนหน้างาน” เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

 

และเมื่อเข็มทิศสุขภาพไทยขยับทิศทาง.. ลมหายใจแห่งการปฏิรูปก็เริ่มต้นขึ้น โดยในงาน นั้นได้จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ R2R National Collaboration ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานประชุมวิชาการประจำปี R2R Thailand 2026 ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุคปัญญาประดิษฐ์ การรวมพลังของ 5 องค์กรหลักโดยมี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) ถือเป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อยกระดับระบบบริการปฐมภูมิของประเทศจากงานประจำสู่นวัตกรรมเชิงนโยบายที่สร้างคุณค่าอย่างแท้จริง โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา ประธานกรรมการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาเปิดงานสะท้อนหลักคิดสำคัญว่า “ระบบสาธารณสุขไทยจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างมั่นคงนั้น ต้องเริ่มตั้งต้นคำถามจากจิตวิญญาณหน้างานเพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการเปลี่ยนแปลง และผสมผสานความฉลาดของมนุษย์เข้ากับความสามารถเชิงประมวลผลข้อมูลของสมองกลอย่างลงตัว”

 

ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ ผู้นำทั้ง 5 หน่วยงานต่างแสดงทรรศนะและจุดยืนที่สอดประสานกันอย่างมีนัยสำคัญเพื่อถักทอระบบสุขภาพเชิงรุก โดย นายแพทย์เกษม ตั้งเกษมสำราญ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขซึ่งดูแลเครือข่ายหน่วยบริการนับหมื่นแห่งทั่วประเทศ มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้บุคลากรทุกระดับนำปัญหาจากงานประจำมาคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนความคิดจากการมองว่าการวิจัยคือภาระ สู่การทำงานอย่างชาญฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น ขณะที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแบ่งปันว่า คนหน้างานคือผู้ที่รู้จักปัญหาในกระบวนการทำงานดีที่สุด และศิริราชพร้อมสนับสนุนงานวิชาการ การพัฒนาหลักสูตร ตลอดจนการเป็นพี่เลี้ยงพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทั่วประเทศ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากงานประจำสู่นวัตกรรมเชิงนโยบายที่ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกับ นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เน้นย้ำความประทับใจจากประสบการณ์จริงว่า พลังของการปฏิรูปสุขภาพไม่ได้อยู่เพียงที่แพทย์ แต่คนทำงานทุกระดับแม้กระทั่งพนักงานขับรถหรือพนักงานทำความสะอาดก็สามารถทำ R2R ได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยวิเคราะห์โครงร่าง จะทำให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น เพื่อเป้าหมายการสร้างระบบ "สร้างนำซ่อม" หรือการป้องกันโรคในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน

 

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องอย่างแนบแน่นกับบทบาทหลักของ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ภายใต้การนำของ นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ซึ่งได้ลุกขึ้นบอกเล่ามุมมองเชิงระบบด้วยท่วงทำนองที่แฝงไปด้วยลูกเล่นอารมณ์ดีเกี่ยวกับการลืมใส่เสื้อยืดประจำงานตามประสาคนอายุเยอะ ก่อนจะเน้นย้ำประเด็นวิชาการอย่างแหลมคมว่า หากประชาชนและคนทำงานไม่มีกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์และขาดข้อมูลวิชาการรองรับ สังคมเราก็อาจหลงเชื่อข้อมูลลวงต่างๆ ได้ง่าย สวรส. ซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนการวิจัยเชิงระบบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 จึงมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อขับเคลื่อนนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy) โดยเฉพาะการสนับสนุน “นักวิจัยหน้าใหม่” ให้มีโอกาสเริ่มต้นวิจัยจากปัญหาในงานประจำ เพื่อพัฒนาเป็นชุดสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สอดรับกับ แพทย์หญิงปิยวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(องค์การมหาชน) (สรพ.) ที่ร่วมเปิดกล่องความทรงจำความร่วมมือ 19 ปี ของการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างมาตรฐานคุณภาพสถานพยาบาล (HA) และกระบวนการ R2R ว่า นิยามของหลักประกันสุขภาพที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่การเข้าถึงบริการของประชาชนเท่านั้น แต่บริการนั้นต้องมี "คุณภาพและความปลอดภัย" ด้วย ซึ่ง R2R และการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องจะเป็นตัวเชื่อมสำคัญให้สถานพยาบาลก้าวไปสู่การรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับก้าวหน้า (Advanced HA) ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และคุณค่าที่เกิดกับผู้ป่วยโดยตรง

 

ซึ่งแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากเวทีลงนามความร่วมมือนี้ ได้รับการพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการประกาศรางวัล R2R National Awards ประจำปี 2569 ซึ่งผลงานวิจัยเชิงระบบชิ้นโบแดงที่ได้รับรางวัล R2R ดีเด่น ภายใต้โครงการสนับสนุนทุนวิจัยของ สวรส. ในธีม "The Tech Pulse" ได้แก่ โครงการวิจัยเรื่อง "การจัดบริการแบบมุ่งเน้นคุณค่าโดยใช้นวัตกรรมสถานีรักษ์สุขภาพในเขตสุขภาพที่ 9 นครชัยบุรินทร์ เพื่อลดอัตราการตาย ภาวะแทรกซ้อน และอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง (ระยะที่ 1 - 3) ปีที่ 1" นำโดย นายแพทย์รักเกียรติ ประสงค์ดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย โดยงานวิจัยนี้ สวรส.สนับสนุนทุนโครงการวิจัย และร่วมผลักดันร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญจนประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรม “สถานีรักษ์สุขภาพ” กว่า 10,096 แห่งทั่วพื้นที่ บูรณาการร่วมกับระบบ 3 หมอ และคลังข้อมูลดิจิทัล R9 Data Lake เพื่อตรวจคัดกรองเบาหวานและความดันโลหิตสูงเชิงรุกนอกโรงพยาบาล

ความโดดเด่นที่ทำให้โครงการวิจัยชิ้นนี้ได้รับรางวัล คือการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขด้วยเครื่องมือชื่อว่า “ต้นทุนฐานกิจกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเกณฑ์เวลา” (TDABC) ควบคู่กับการวัดคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการด้วยเครื่องมือสากล EQ-5D-5L ในกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ถึง 101,652 คน จนพบตัวเลขต้นทุนตลอดเส้นทางบริการที่น่าอัศจรรย์ โดยต้นทุนการคัดกรองและป้องกันเชิงรุก ณ สถานีรักษ์สุขภาพในชุมชนมีค่าเฉลี่ยเพียง 33.89 บาทต่อครั้งเท่านั้น ทว่าหากปล่อยให้ประชาชนมีความเสี่ยงจนต้องส่งต่อไปยัง รพ.สต. ต้นทุนจะสูงขึ้นเป็น 439.41 บาทต่อครั้ง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อนจนต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องที่โรงพยาบาลแม่ข่าย ต้นทุนจะพุ่งทะยานสูงถึง 609.02 บาทต่อครั้ง ตัวเลขนี้คือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่ากลยุทธ์ “สร้างนำซ่อม” เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและประหยัดงบประมาณของแผ่นดินได้อย่างมหาศาล อีกทั้งโครงการยังได้ออกแบบบริการตามความรอบรู้ด้านสุขภาพออกเป็น 3 รูปแบบหลัก คือ รูปแบบ Assisted (มีผู้ช่วยเป็น อสม. คอยนำทางด้านดิจิทัล) รูปแบบ Guided (แสดงผลลัพธ์ผ่านหน้าจอเป็นสัญญาณไฟจราจร เขียว เหลือง แดง ให้เข้าใจง่ายและปรับพฤติกรรมตนเองได้ทันที) และรูปแบบ Self-service เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยความสำเร็จเชิงประจักษ์ได้รับการยืนยันผ่าน “บุรีรัมย์โมเดล” ที่จัดตั้งสถานีครอบคลุมครบทุกหมู่บ้านจำนวน 2,894 แห่ง ส่งผลให้อัตราการควบคุมระดับความดันโลหิตดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี พ.ศ. 2566

 

จากบทสรุปที่ได้จากงานวิจัยนี้ จึงเป็นแนวทางที่สะท้อนไปสู่ความคาดหวังสำคัญในการยกระดับงานประจำสู่นโยบายสุขภาพระดับชาติ โดยผลงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการขับเคลื่อนให้เป็น "Policy Sandbox" ของ สปสช. เพื่อผลักดันการจ่ายงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพตามผลสัมฤทธิ์และคุณค่าที่แท้จริงของผู้ป่วย (Value-Based Payment) ในปีงบประมาณ 2569 แทนการจ่ายตามจำนวนกิจกรรมในอดีต ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทของหน่วยบริการจากการตั้งรับรักษาสู่การซื้อผลลัพธ์สุขภาพเพื่อลดโรคไตวายเรื้อรังและโรคอัมพฤกษ์อัมพาตของประชาชนไทยอย่างถาวร ความร่วมมือ R2R National Collaboration ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่ข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ แต่เป็นพลังร่วมที่นำข้อมูลเชิงประจักษ์ นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์มาหลอมรวมเพื่อส่งมอบคุณค่าชีวิตและระบบบริการสาธารณสุขที่ดีที่สุดกลับคืนสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป



รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้