ในประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ R2R National Forum ครั้งที่ 13 ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุคปัญญาประดิษฐ์: Lifelong Learning in the Age of AI” เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย (R2R) และต่อยอดงานวิจัย R2R สู่การเรียนรู้ในยุคปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนเพื่อสร้างเครือข่ายวิจัย R2R และเผยแพร่แนวคิด ตลอดจนประโยชน์ของการทำวิจัย R2R ในวงกว้างมากขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นเครือข่ายวิจัย R2R จากทั่วประเทศ ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข บุคลากรจากสถาบันการศึกษา มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และนำเสนอผลงานวิจัยเด่น R2R ระหว่างวันที่ 6 - 8 ก.ค. 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จ.นนทบุรี
โดยในวันที่ 7 ก.ค. 2569 ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และบรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘งานประจำที่เปลี่ยนระบบและนโยบาย’ ช่วงหนึ่งว่า งานวิจัย R2R มีต้นทุนที่สำคัญคือ เป็นงานวิจัยที่สามารถสะท้อนปัญหาที่เป็นคอขวด และความต้องการที่แท้จริงของระบบบริการสุขภาพ รวมทั้งเป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในเชิงระบบและนโยบายที่มีผลต่อผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี หากแต่ก่อนจะทำวิจัย เราต้องรู้ปัญหาที่แท้จริง และรวบรวมปัญหาที่พบจากหลายแหล่งอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการจะยกระดับจากงาน R2R ไปสู่ระดับนโยบาย ควรเริ่มจาก 5 คำถามสำคัญ 1) ระบบกำลังติดปัญหาอะไร ควรวิเคราะห์ให้ได้ว่าในเชิงระบบมีอุปสรรคอะไรที่ขัดขวางการแก้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้การบริการดีขึ้น เช่น ข้อจำกัดเรื่องภาระงานที่เพิ่มขึ้น การขาดงบประมาณหากจะนำผลวิจัยไปปฏิบัติจริง 2) ใครหรือหน่วยงานใดที่ต้องการคำตอบจากงานวิจัยไปตัดสินใจเชิงระบบ นักวิจัยต้องระบุให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าใครจะเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เช่น ผู้บริหารโรงพยาบาล ผู้บริหารเขตสุขภาพ หรือองค์กรนโยบาย เพื่อจะได้ผลิตหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตรงกับความต้องการของหน่วยงานนั้นๆ 3) ต้องใช้หลักฐานประเภทใดในการตอบคำถาม เช่น การปรับเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติหรือมาตรฐานการบริการ จำเป็นต้องมีข้อมูลลักษณะใดในการประกอบการพิจารณา ซึ่งบางครั้งอาจต้องอาศัยการทำงานร่วมกับเครือข่ายอื่น นอกเหนือจากในโรงพยาบาล 4) ใครจะเป็นเจ้าของ และงบประมาณหรือระบบข้อมูลจะเป็นอย่างไร ต้องพิจารณาความยั่งยืนในอนาคตว่าใครจะรับผิดชอบดำเนินการต่อ งบประมาณมาจากส่วนไหน และจำเป็นต้องมีระบบข้อมูลหรือตัวชี้วัดใหม่เพื่อติดตามผลหรือไม่ 5) หน่วยงานใดจะสนับสนุนและขยายผล เนื่องจากการทำวิจัยกับการนำไปใช้ในสถานการณ์จริงมีความแตกต่างกัน จึงต้องมีหน่วยงานที่จะนำไปขยายผลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อเนื่องในระยะยาว และนอกจากคำถามทั้ง 5 ข้อดังกล่าว ยังต้องคำนึงถึงกลุ่มที่มีความเปราะบางและความเป็นธรรมทางด้านสุขภาพ ซึ่งคนหน้างานมักจะเห็นปัญหาของกลุ่มคนที่ระบบใหญ่มองไม่เห็น เช่น ผู้ป่วยที่หลุดจากการติดตาม เด็กที่เข้าไม่ถึงบริการ ผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน คนพิการ คนจนเมือง แรงงานข้ามชาติ ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ฯลฯ โดยต้องระวังไม่ให้การพัฒนาระบบบริการสุขภาพยังทิ้งใครไว้ข้างหลัง และควรหลีกเลี่ยงการคิดแบบเหมารวมที่อาจทำให้เรามองข้ามอุปสรรคที่ระบบสร้างขึ้น แต่ควรมองกลุ่มเปราะบางด้วยความเข้าใจตามบริบทที่เผชิญอยู่ ซึ่งความเปราะบางจะเพิ่มขึ้น เมื่อความเสี่ยงและความไวต่อผลกระทบสูง แต่ระบบมีศักยภาพตอบสนองไม่เพียงพอ ดังนั้นโจทย์วิจัยจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามทั้งเรื่องความเสี่ยง และสมรรถนะของระบบไปพร้อมกัน
ทพ.จเร กล่าวอีกว่า การจะผลักดันงานวิจัย R2R ไปสู่ระดับนโยบาย จำเป็นต้องใช้เครื่องมือสนับสนุนและการคิดที่ครอบคลุม เช่น Policy-system fit canvas การระบุข้อมูลอย่างชัดเจนและเป็นระบบ เพื่อให้งาน R2R สามารถนำไปใช้ในระบบได้จริง อาทิ ประเด็นปัญหาเชิงระบบ สัญญาณหน้างานที่ระดับระบบอาจยังไม่เห็น กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ใช้หลักฐานเพื่อการตัดสินใจ ต้องการให้เกิดการตัดสินใจอะไร กลไกการนำไปใช้ประโยชน์ หน่วยงานที่ควรเป็นเจ้าภาพ ควรมีบทบาทอย่างไร ตลอดจนถ้าจะขยายผล ต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง Evidence readiness score มิติการประเมินความพร้อมที่จะนำไปสู่ระดับนโยบาย ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วม เช่น ความสำคัญของปัญหา ความน่าเชื่อถือของหลักฐาน ความเป็นไปได้ของการใช้ประโยชน์ ต้นทุนและงบประมาณ ผลต่อความเป็นธรรม ความพร้อมในการขยายผล ฯลฯ ซึ่งมิติการประเมินแบ่งเป็นระดับ ได้แก่ ยังเป็นบทเรียนเฉพาะพื้นที่ มีแนวโน้มดี ควรทดลองเพิ่ม พร้อมเสนอเข้าสู่ระบบ พร้อมเป็น sandbox/ขยายผล Policy productization การแปลงผลวิจัยให้เป็นสิ่งที่ระบบสามารถเอาไปใช้ได้จริง เช่น วิธีการคัดกรองโรค วิธีติดตามผู้ป่วยเรื้อรัง นวัตกรรมชุมชน ฯลฯ Demo day with policy owners จากข้อค้นพบสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยการจัดเวทีให้ทีมวิจัย R2R ได้นำเสนอผลงานต่อผู้กำหนดนโยบาย เพื่อให้เกิดการตัดสินใจ ซึ่งจะเป็นการช่วยเชื่อมงานวิจัยหน้างานกับการนำไปใช้จริงในระบบบริการสุขภาพ Policy Sandbox พื้นที่ทดลองเชิงนโยบายหรือเชิงระบบในวงจำกัด ก่อนขยายผลทั้งประเทศ เหมาะกับงาน R2R ที่มีศักยภาพสูงแต่ยังต้องทดสอบความเป็นไปได้ ต้นทุน ผลกระทบ และเงื่อนไขการขยายผลในระบบจริง Scale-up and adoption package จากต้นแบบที่ได้ผล สู่การขยายผลอย่างเป็นระบบ ซึ่งการจะขยายผลต้องรู้ว่าอะไรคือแก่นของเรื่องนั้นๆ เพื่อจัดทำเป็นชุดเอกสาร เครื่องมือ ข้อมูล และกลไกสนับสนุน เพื่อให้พื้นที่อื่นสามารถนำโมเดล R2R ไปประยุกต์ใช้ได้ โดยที่ยังรักษาคุณภาพของต้นแบบ และลดการลองผิดลองถูก และงาน R2R ทุกชิ้นที่จะขยายผล จำเป็นต้องมีคุณอำนวย เพื่อช่วยผลักดัน วิเคราะห์คอขวด ประสานความร่วมมือ ซึ่งควรเป็นคนที่มีแรงจูงใจอยากเห็นความสำเร็จของระบบเป็นสำคัญ
“งาน R2R ที่มีศักยภาพ ไม่ใช่แค่งานวิจัยจากงานประจำ แต่คือกลไกที่ช่วยให้ระบบสุขภาพเกิดการเรียนรู้ ปรับตัว และเปลี่ยนแปลงได้จริง ซึ่ง R2R Next จะเป็นการส่งสัญญาณจากคนหน้างาน ที่สามารถพลิกโฉมให้เกิดนโยบายที่ใช้ได้จริง และเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพ นอกจากนี้การทำงาน R2R ควรเริ่มจาก 3 มุมมองสำคัญ 1) ตั้งคำถามจากความต้องการของผู้ป่วย ชุมชน และอนาคตของระบบสุขภาพ โดยต้องวิเคราะห์ให้ถึงรากของปัญหาที่แท้จริง 2) ช่างสังเกตในสิ่งที่ระบบมองไม่เห็น 3) มี passion ในสิ่งที่ทำ เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายไม่เคยเกิดขึ้นจากโครงการเพียงโครงการเดียว แต่ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ความพยายาม เรียนรู้จากความล้มเหลว และปรับจนกว่าระบบจะเปลี่ยน” ทพ.จเร ทิ้งท้าย