ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู

สวรส. เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาประสิทธิภาพ และความยั่งยืนทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐ ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการพัฒนาประสิทธิภาพ และความยั่งยืนทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐ ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ครั้งที่ 3/2569  ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา โดยมี นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย เป็นประธาน เพื่อพิจารณาระบบการเงินการคลังสุขภาพและกลไกการจ่ายเงิน เสถียรภาพทางการเงิน ความเสี่ยงทางการคลัง และความยั่งยืนของโรงพยาบาลภาครัฐ และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเชิญ ผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ผู้แทนสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทย์แห่งประเทศไทย (UHONET) เข้าร่วมประชุม

การประชุมได้พิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น การบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรและมีการกันงบประมาณเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายของปีงบประมาณที่ผ่านมา ทั้งนี้ การดำเนินการให้ความสำคัญกับการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในและผู้ป่วยวิกฤต รวมทั้ง การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและระบบ Pre-audit เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายและลดปัญหาการเรียกเงินคืนย้อนหลัง นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอการปรับเพิ่ม Base Rate สำหรับผู้ป่วยใน ในปงบประมาณ 2570 เพื่อให้การจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลสะท้อนต้นทุนบริการที่แท้จริงมากขึ้น ส่วนประเด็นของ สปส. เช่น ระบบการจ่ายชดเชย ประกอบด้วย การจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัว การจ่ายตามภาระความเสี่ยง การจ่ายสำหรับโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง และงบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยกำหนดอัตราเหมาจ่ายรายรายหัว จำนวน 1,808 บาทต่อคนต่อปี และอัตราชดเชยผู้ป่วยในที่มีค่าใช้จ่ายสูง จำนวน 12,000 บาทต่อ AdjRW (กรณีที่มีค่า AdjRW มากกว่า 2)   สปส. ได้เริ่มนำ AI มาใช้ในระบบ Pre-audit ตั้งแต่ปี 2568 เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการเบิกจ่าย ปัจจุบันมีสถานพยาบาลในระบบ จำนวน 274 แห่ง ดูแลผู้ประกันตน จำนวนประมาณ 14.33 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ส่วนประเด็นของกรมบัญชีกลาง พบว่า งบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการที่ได้รับจัดสรรไม่เพียงพอต่อภาระการเบิกจ่ายจริง โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีต้นทุนสูงในการรักษา และการเลือกใช้ยาต้นแบบ (Original Drug) มากกว่ายาสามัญ (Generic Drug) ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการรักษาพยาพยาบาลเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายจึงได้มีการพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายยาสำหรับโรค NCDs รวมทั้งพัฒนาระบบสำหรับตรวจสอบพฤติกรรมการเบิกจ่ายที่ผิดปกติโดยเฉพาะกรณีการรับยาซ้ำซ้อนจากหลายสถานพยาบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณและป้องกันการใช้สิทธิที่ไม่เหมาะสม

สำหรับข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิค-19 เงินบำรุงของโรงพยาบาลมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่อยู่ในระดับความเสี่ยงทางการเงินสูง (ระดับ 6 และ 7) จ๋านวน 62 แห่ง สาเหตุคือระบบการจ่ายชดเชยไม่สะท้อนต้นทุนจริง การมีต้นทุนบริการที่เพิ่มสูงขึ้น และการขาดแคลนบุคลากรจากการย้ายไปยังภาคเอกชน ดังนั้น จึงควรมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร โดยการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว การผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติระบบสุขภาพปฐมภูมิ พ.ศ. 2562 ให้เป็นรูปธรรม และควรนำรายได้จากภาษีสรรพสามิตและสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น สุรา และยาสูบ กลับมาสนับสนุนงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลของประเทศ นอกจากนั้น UHOSNET ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลของ 3 กองทุนมีความแตกต่างกันแม้เป็นบริการประเภทเดียวกัน ส่งผลให้ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ในขณะที่การจ่ายชดเชยแบบ Point System ไม่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายจริงของโรงพยาบาลและผลักภาระความเสี่ยงทางการเงินไปยังหน่วยบริการ ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเพื่อนำไปสู่การปฏิรูประบบ ได้แก่ การปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และโครงสร้างคณะกรรมการกองทุนพลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยควรเพิ่มสัดส่วนผู้แทนจากหน่วยบริการเพื่อการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการบริหารกองทุนรวมทั้งการจัดทำงบประมาณควรจัดทำบนพื้นฐานความต้องการงบประมาณที่เหมาะสม ตลอดจนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินควรเป็นความรับผิดชอบของกาครัฐ เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลต้องรับภาระความเสี่ยงจนเกิดปัญหาสภาพคล่องในการดำเนินงาน

 

ซึ่งคณะอนุกรรมาธิการมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ได้แก่ 1) ควรปฏิรูประบบการเงินการคลังของ 3 กองทุนให้สะท้อนต้นทุนการให้บริการที่แท้จริง มีระบบบริหารความเสี่ยงในระดับกองทุนและพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติที่เชื่อมโยงทุกกองทุนเพื่อใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในการกำหนดนโยบาย การจัดสรรงบประมาณ และการพิจารณาสิทธิประโยชน์ ควรมีการพิจารณารูปแบบการร่วมจ่าย (Co-payment) ที่เหมาะสมภายใต้หลักความเป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจแก่สังคม เพื่อให้ระบบสามารถรองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาวได้ 2) ควรเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบริการปฐมภูมิและการสร้างเสริมสุขภาพโดยกำหนดมาตรการและงบประมาณที่ชัดเจนสำหรับการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของทุกกองทุนสุขภาพ พร้อมพัฒนาระบบคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลและลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในระยะยาว 3) ควรพัฒนากลไกการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างกองทุนสุขภาพ หน่วยบริการภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยทบทวนการจัดสรรทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับบริบทของประชากรและพื้นที่ รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และความยั่งยืนของระบบสุขภาพของประเทศ

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้