สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) จัดอบรมนักวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ (New Gen-Health Policy and Systems Research: HPSR) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการวิจัยระบบสุขภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากระบวนการสนับสนุนระบบการวิจัยของประเทศ ตลอดจนเพิ่มจำนวนนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ และพร้อมที่จะสร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนกระบวนการนโยบายสุขภาพบนหลักฐานเชิงประจักษ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยร่วมให้คำแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ อาทิ ดร.นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร รองประธานและที่ปรึกษามูลนิธิ IHPP นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ รองประธานมูลนิธิ IHPP ศ.ดร.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. นพ.สุระ วิเศษศักดิ์ รอง ผอ.สวรส. ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รอง ผอ.สวรส. รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ฯลฯ ซึ่งการอบรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 มิ.ย. 2569 ณ โรงแรม ทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ กทม.
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า งานวิจัยที่ขาดมุมมองเชิงระบบมักประสบปัญหาเมื่อนำไปใช้จริงในพื้นที่ ดังนั้น สวรส. จึงสนับสนุนให้มีการปลุกปั้นและเคี่ยวเข้มกับการสร้างนักวิจัยระบบสุขภาพ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน ตลอดจนนักวิจัยควรปรับมุมมองจากการวิจัยรายประเด็นสู่การมองเชิงระบบมากขึ้น เพื่อให้ผลลัพธ์จากงานวิจัยสามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนในเชิงนโยบายและเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การประเมินเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) ซึ่งเป็นเครื่องมือยกระดับนโยบายรัฐ ในยุคปัจจุบัน สวรส. ได้นำแนวคิดการประเมินเชิงพัฒนา หรือ Developmental Evaluation (DE) มาใช้ ซึ่งเป็นการประเมินในลักษณะ Formative ที่ทำควบคู่ไปกับการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงการหรือนโยบายอย่างต่อเนื่อง เช่นการวิจัยเพื่อประเมินนโยบายสำคัญอย่าง ‘บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่’ ควรใช้วิธีการประเมินที่ไม่ใช่เพียงบอกว่านโยบายดีหรือไม่ดี แต่ควรเป็นการประเมินที่หาแนวทางหรือทางเลือก เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงระบบบริการสุขภาพโดยไม่มีอุปสรรค และลดผลกระทบเชิงลบให้น้อยที่สุด หรือตัวอย่างกรณีชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับ แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและผ่านการรับรองจาก อย. แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีการนำไปใช้ในระบบน้อยมาก สวรส. จึงเข้าไปสนับสนุนเพื่อนำชุดตรวจดังกล่าวลงไปใช้จริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นการนำนวัตกรรมวิจัยไปใช้ประโยชน์กับระบบบริการสุขภาพ และทำให้มีการคัดกรองโรคได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนมีการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที
นพ.ศุภกิจ ย้ำว่า การวิจัยเชิงระบบและความเข้าใจในทุกมิติของบริบทที่เกี่ยวข้อง จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีแนวโน้มที่จะสามารถนำงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง และในการสร้างนักวิจัยหน้าใหม่ สวรส. ให้ความสำคัญกับการจัดให้มีระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) เพื่อช่วยให้คำแนะนำ และลดความเสี่ยงด้านเวลา รวมทั้งเพื่อให้งานวิจัยมีความเข้มแข็งและสามารถนำไปแก้ปัญหาระบบสุขภาพของประเทศ ซึ่งนอกจากการสร้างนักวิจัยแล้ว ยังหวังให้นักวิจัยได้เชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนางานวิชาการและระบบสาธารณสุข ทั้งนี้ สวรส.จะพยายามสร้างนักวิจัยหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมกำลังคนด้านการวิจัยให้กับระบบวิจัยและนโยบายสุขภาพของประเทศต่อไป
ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวถึงภาพรวมของการอบรมนักวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพว่า ด้วยระบบสุขภาพของประเทศไทยมีความซับซ้อน จึงต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยมาช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แต่ปัจจุบันนักวิจัยด้านระบบและนโยบายสุขภาพมีข้อจำกัดทั้งจำนวนและคุณภาพ จึงทำให้โจทย์วิจัยที่ต้องการการแก้ปัญหา ไม่สามารถหานักวิจัยมาดำเนินการได้ หรืออาจมีนักวิจัยดำเนินการ แต่งานวิจัยยังไม่มีคุณภาพมากพอที่จะสามารถนำเสนอให้ผู้กำหนดนโยบายนำไปตัดสินใจจนเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพที่ดีขึ้นได้ ซึ่งลักษณะสำคัญของนักวิจัยควรต้องแสวงหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ คิด วิเคราะห์ด้านงานวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงในหลากหลายมิติ สามารถผลิตงานวิจัยให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ โดยได้งานวิจัยที่มีคุณภาพ ตามระยะเวลาที่กำหนด รวมถึงนักวิจัยควรมีจิตใจที่มุ่งประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
“สวรส. จึงจัดอบรมนักวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 มีทั้งหมด 11 คน เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านการวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ (New Gen-HPSR) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำรูปแบบ กลไก และกระบวนการพัฒนา กำกับติดตามนักวิจัยรุ่นใหม่ฯ ควบคู่กับการพัฒนาระบบพี่เลี้ยงที่จะคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้นักวิจัยที่เข้าร่วมการอบรมจะได้ร่วมเรียนรู้ใน 4 Modules สำคัญที่เน้นให้ความรู้ความเข้าใจในระบบและนโยบายสุขภาพ ตลอดจนการเชื่อมโยงงานวิจัยกับการขับเคลื่อนในทุกระดับของการใช้ประโยชน์ 1) งานวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ 2) กระบวนการนโยบายและการสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ 3) การบริหารงานวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง 4) การเชื่อมงานวิจัยสู่การตัดสินใจเชิงนโยบาย” รอง ผอ.สวรส. กล่าว
ทั้งนี้นักวิจัยที่ร่วมการอบรมฯ ได้มีการพัฒนาข้อเสนองานวิจัยในประเด็นที่จะช่วยตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลแบบประคับประคอง การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคไต การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และการลดความสูญเปล่าในระบบสุขภาพ ซึ่งงานวิจัยในประเด็นดังกล่าวจะมีกระบวนการพัฒนาโจทย์ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยได้รับคำแนะนำจากพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิดจนสามารถนำไปดำเนินการวิจัยได้จริง ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวรส. ต่อไป