ข่าว/ความเคลื่อนไหว
ท่ามกลางกระแสโลกแห่งเทคโนโลยีอันศิวิไล แต่ทว่ากลับมีภัยเงียบที่กำลังท้าทายสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ระดับสุดยอด (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ คือวิกฤตสุขภาพที่หลายคนอาจมองข้ามอย่าง "ภาวะกระดูกข้อสะโพกหัก" (Hip Fracture) ซึ่งไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นภัยร้าย...ที่มีลักษณะผู้ป่วยจำนวนมาก มีความเสี่ยงสูง และตามมาด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่มหาศาล (High Volume, High Risk, High Cost) วิกฤตการณ์นี้ไม่เพียงแต่พรากชีวิตและพรากคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยไปอย่างน่าตกใจในแต่ละปี แต่ทว่ายังสร้างผลกระทบลูกโซ่ไปถึงครอบครัวและเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
ด้วยเหตุนี้ หน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการสาธารณสุขไทยจึงกำลังถูกเขียนขึ้นเพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว ผ่านเวทีเสวนาเชิงวิชาการด้านระบบสุขภาพระดับชาติในงาน Thailand Research Expo 2026 ภายใต้หัวข้อ “Hip Fracture Reform: ก้าวที่ปลอดภัย จากการรักษาสู่การฟื้นฟู”
เวทีเสวนาดังกล่าวถูกร้อยเรียงและขับเคลื่อนการสนทนาโดย นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าวุ้ง และสถาบันพัฒนาระบบบริการสุขภาพองค์รวม ภายใต้มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ผู้ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงวิสัยทัศน์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ เพื่อพาผู้ฟังเจาะลึกถึงการเปลี่ยนผ่านระบบสาธารณสุขจากการรักษาแบบดั้งเดิมที่แยกส่วน ไปสู่แนวคิดการจัดบริการสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า หรือ Value-Based Healthcare (VBHC) ที่มุ่งเป้าหมายหลักไปที่ผลลัพธ์อันประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือการคืนชีวิตที่มีคุณภาพให้แก่ผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนและไร้รอยต่อภายใต้การสนับสนุนทุนการวิจัยของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
ภาพสะท้อนแห่งความรุนแรงของปัญหาและจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านประสบการณ์หน้างานจริงของ นพ.ลักษณ์ ปภินวิชกุล หัวหน้ากลุ่มงานศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลแพร่ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนด่านหน้าในการรับมือกับวิกฤตนี้
นพ.ลักษณ์ ได้ฉายภาพสถานการณ์ในจังหวัดแพร่ที่ปัจจุบันมีประชากรสูงวัย ทะลุ 120,000 คน ส่งผลให้สถิติผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกระดูกสะโพกหักพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมร้อยกว่ารายต่อปี กลายเป็นกว่าสี่ร้อยรายต่อปี
ในระบบการรักษาแบบอดีต ผู้ป่วยที่กระดูกสะโพกหักมักจะต้องเผชิญกับการนอนดึงถ่วงขาอยู่บนเตียงเป็นเวลานานเพื่อรอการผ่าตัด ซึ่งความล่าช้านี้นำมาซึ่งความทรมานและโรคแทรกซ้อนร้ายแรงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะปอดติดเชื้อ แผลกดทับ หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ จนท้ายที่สุดผู้ป่วยหลายรายต้องถูกส่งเข้าห้องไอซียูและเสียชีวิต หรือหากรอดชีวิตก็ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงทุพพลภาพไปตลอดกาล
ทว่าด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมจำนนต่อระบบเดิม นพ.ลักษณ์ และทีมงานจึงได้ริเริ่มและพัฒนา "แพร่โมเดล" ซึ่งเป็นการนำแนวคิด Fast Track Surgery มาประยุกต์ใช้เพื่อผ่าตัดรักษาผู้ป่วยให้รวดเร็วที่สุดภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากการหกล้ม
หัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้คือปรัชญาการทำงานที่ว่า "ผ่าวันนี้ พรุ่งนี้จับลุกนั่งยืนเดินเลย" ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝีมือของศัลยแพทย์เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทีมสหวิชาชีพอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วิสัญญีแพทย์ อายุรแพทย์ พยาบาล ไปจนถึงนักกายภาพบำบัด
การทำงานเชิงรุกนี้ยังครอบคลุมไปถึงการจัดระบบช่องทางด่วนพิเศษ (Fast Pass) ที่ข้ามขั้นตอนความแออัดในห้องฉุกเฉิน มุ่งตรงสู่การประเมินและผ่าตัดทันที ผลลัพธ์ที่ประจักษ์ชัดคือ อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลดลงอย่างก้าวกระโดด ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวและกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่คืนความสุขให้ครอบครัว แต่ยังประหยัดงบประมาณในการรักษาภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมหาศาล
ถึงแม้ว่าแพร่โมเดลจะเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่การจะขยายผลความสำเร็จนี้ให้ครอบคลุมและยั่งยืนทั่วทั้งประเทศนั้น ระบบสาธารณสุขไทยยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคอันเกิดจากรอยต่อที่ขาดหาย ด้าน นพ.ณัฐวุฒิ เอี่ยมธนรัตน์ อาจารย์แพทย์จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนองานวิจัยเชิงระบบที่สะท้อนปัญหาอย่างลึกซึ้ง โดยทำการวิเคราะห์เส้นทางการรักษาผู้ป่วย (Patient Journey) ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ระยะ ตั้งแต่ก่อนถึงโรงพยาบาลไปจนถึงการฟื้นฟูที่บ้าน และได้ค้นพบ "จุดขาดตอน" (Points of Fragmentation) ที่เป็นรอยรั่วของระบบถึง 17 จุด
นพ.ณัฐวุฒิ อธิบายถึงกับดักที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ "กับดักรอดูอาการ" (Waiting Trap) ที่ครอบครัวมักประเมินอาการบาดเจ็บต่ำเกินไปและปล่อยผู้ป่วยไว้ที่บ้านนานหลายวัน หรือการตัดสินใจเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยรถยนต์ส่วนตัวแทนที่จะใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งมักนำไปสู่การบาดเจ็บซ้ำซ้อนที่รุนแรงขึ้น
เมื่อเข้าสู่โรงพยาบาล ผู้ป่วยยังต้องเผชิญกับคอขวดที่ห้องฉุกเฉิน ความล่าช้าในการส่งตัว และปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งคือ "วิกฤตความไว้วางใจและการสื่อสาร" (The Trust Gap) ที่บุคลากรทางการแพทย์มักสื่อสารด้วยศัพท์เทคนิคทางเดียว ทำให้ผู้ป่วยและญาติเกิดความหวาดกลัวต่อการผ่าตัด จนนำไปสู่การปฏิเสธการรักษาและหันไปพึ่งพาวิธีการนอกระบบที่ไม่ได้มาตรฐาน
เพื่ออุดรอยรั่วเหล่านี้ นพ.ณัฐวุฒิ จึงเสนอให้ระบบสาธารณสุขไทยก้าวข้ามการวัดผลเพียงแค่จำนวนรอบการผ่าตัดแบบเดิม และหันมาประเมินคุณค่าที่ผู้ป่วยได้รับอย่างแท้จริง ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า PROMs (Patient-Reported Outcome Measures) ที่ใช้วัดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ผู้ป่วยประเมินเอง และ PREMs (Patient-Reported Experience Measures) สำหรับประเมินประสบการณ์และความพึงพอใจ รวมถึงการผลักดันให้เกิดการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย (Shared Decision Making) เพื่อทลายกำแพงความกลัว สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่าให้เกิดขึ้นจริง
ทว่าการรักษาที่ยอดเยี่ยมและฉับไวในโรงพยาบาลนั้น เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและอาจสูญเปล่าหากไร้ซึ่งการฟื้นฟูและการป้องกันที่เข้มแข็ง รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ และหัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์ภาพนี้ให้สมบูรณ์ โดยเน้นย้ำถึงธรรมชาติของผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง ที่เมื่อเกิดภาวะกระดูกสะโพกหัก ความสามารถทางกายจะถดถอยลงอย่างรวดเร็ว
รศ.พญ.วราลักษณ์ ชี้ให้เห็นว่า หากระบบสาธารณสุขทุ่มเทสรรพกำลังเพียงแค่การรักษาเฉียบพลัน (Acute Care) แต่ขาดการฟื้นฟูระยะกลาง (Intermediate Care - IMC) สุดท้ายผู้ป่วยก็จะวนเวียนกลับมาสู่ความเจ็บป่วยที่หนักกว่าเดิม
แนวคิดนี้ได้ถูกต่อยอดเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ "เดินดีดี พลัส" ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานเชิงรุกในระดับชุมชน โดยประสานพลังกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในการประเมินความเสี่ยงและสร้างเกราะป้องกันการหกล้มตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ (Primary Prevention) พร้อมทั้งจัดการป้องกันระดับทุติยภูมิ (Secondary Prevention) เพื่อไม่ให้ผู้ที่เคยหกล้มต้องกลับมาประสบภาวะกระดูกหักซ้ำ
ซึ่งโครงการดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า การนำทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน และจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตามผล ไม่เพียงแต่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตหรือการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำ แต่ยังเป็นการสร้างเสริมความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ มอบสิทธิในการกลับมาพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่มีเกียรติภูมิให้แก่ผู้สูงวัยอีกครั้งอย่างยั่งยืน
ความงดงามของนวัตกรรมเชิงระบบและการปฏิบัติงานทางคลินิกที่บูรณาการมาทั้งหมดนี้ จะไม่สามารถยืนหยัดอย่างยั่งยืนหรือขยายผลเป็นนโยบายระดับชาติได้เลย หากปราศจากโครงสร้างเชิงสถาบันที่คอยสนับสนุน โดยทางด้าน ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สำนักวิจัยและพัฒนาความเป็นธรรมด้านสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายนโยบาย โดยสะท้อนบทบาทสำคัญของ สวรส. ในฐานะ "ผู้อภิบาลระบบ" และแกนกลางในการสร้าง "เครือข่ายการเรียนรู้" (Learning Network) ระหว่างนักวิจัย ผู้ให้บริการ และผู้กำหนดนโยบายให้เกิดขึ้นจริง
โดย ทพ.จเร ได้นำเสนอกรอบแนวคิด RE-AIM Framework (Reach, Effectiveness, Adoption, Implementation, Maintenance) เพื่อประเมินความสำเร็จของระบบนโยบายว่า ต้องสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเป็นธรรม สร้างประสิทธิผลทางคลินิกจริง และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถรักษาและต่อยอดการปฏิบัติงานนั้นไว้อย่างยั่งยืนแม้โครงการวิจัยจะสิ้นสุดลง
ซึ่งหนึ่งในอุปสรรคเชิงระบบที่รุนแรงที่สุดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในวงเสวนาคือ "ปฏิทรรศน์ของระบบเบิกจ่าย" (DRG Paradox) โดย นพ.ลักษณ์ และ ทพ.จเร ต่างให้ความเห็นตรงกันว่า ในกลไกปัจจุบัน โรงพยาบาลที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อรักษาผู้ป่วยให้หายเร็ว ฟื้นตัวไว และใช้เวลาพักฟื้นสั้นลง กลับได้รับเงินชดเชยน้อยกว่าโรงพยาบาลที่ปล่อยให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนจนต้องนอนเตียงนานๆ
สถานการณ์ที่บิดเบี้ยวนี้ถือเป็นการลงโทษผู้ที่ทำดีและบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน ดังนั้น สวรส. จึงมีบทบาทเร่งด่วนในการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสถาปัตยกรรมการจ่ายเงิน (Value-Based Payment Architecture) โดยเปลี่ยนจากระบบที่จ่ายตามปริมาณกิจกรรม ไปสู่กลไกการจ่ายเงินที่มีโบนัสจูงใจ (Pay-for-Performance) สำหรับเครือข่ายโรงพยาบาลและบุคลากรหน้างานที่สามารถส่งมอบผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ยอดเยี่ยม ปลอดภัย และคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
เมื่อเวลาเดินมาถึงบทสรุปแห่งการเสวนาที่ลึกซึ้งในครั้งนี้ นพ.สันติ ลาภเบญจกุล ได้รวบยอดแนวคิดและจุดประกายความหวังไว้อย่างทรงพลังว่า การแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพผู้สูงอายุและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั้น ไม่จำเป็นต้องอาศัยการกู้หนี้ยืมสินหรือการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเสมอไป หากแต่เราต้องกล้าที่จะ "เปลี่ยนวิธีทำงาน" โดยก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมที่ยึดติดกับปริมาณกิจกรรม (Activity-Based) และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าที่ตกถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง (Outcome-Based)
การนำเม็ดเงินที่ระบบเคยต้องสูญเสียไปกับการตามรักษาพยาบาลความล้มเหลวที่ปลายเหตุ มาปรับเปลี่ยนเป็นรางวัลและโบนัสแห่งความสำเร็จให้แก่ทีมบุคลากรที่ทำงานหนักในการป้องกันและฟื้นฟู จะเป็นฟันเฟืองแห่งปัญญาที่ทำให้ระบบสาธารณสุขสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยตัวเอง
ท้ายที่สุด วาระหัวข้อการเสวนาเรื่อง "Hip Fracture Reform" ที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าขานในงานประชุมวิชาการ Thailand Research Expo 2026 ในวันนี้ ซึ่งอาจเป็นเพียงหนึ่งเดียวจากเพียงประเด็นย่อยทางระบบสุขภาพและการแพทย์เฉพาะทาง ขึ้นสู่การเป็นกรณีศึกษาต้นแบบระดับชาติของการปฏิรูประบบสุขภาพสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่า เมื่อใดที่ประเทศชาติมีเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน มีการประสานพลังข้ามวิชาชีพด้วยหัวใจที่เห็นอกเห็นใจผู้ป่วย และได้รับการสนับสนุนทางนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนงบประมาณที่เพียงพอ เมื่อนั้นประเทศไทยก็จะพร้อมก้าวย่างสู่สังคมสูงวัยอย่างมั่นคง ทรงคุณค่า และเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความหวังของผู้สูงอายุและครอบครัวไทยทุกคนอย่างแท้จริง
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้