4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. จับมือ HITAP จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เปิดผลวิจัย 180 วัน ขยายเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ ชี้ผลกระทบยังไม่ชัดเจน พร้อมเสนอทิศทางนโยบายในอนาคต

16 มิถุนายน 2569 โรงแรม The Quarter Ratchayothin ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตั้งใจของผู้คนจากหลายหน่วยงานที่มารวมตัวกัน ทั้งนักวิชาการ ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการจากฝั่งอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม ที่ติดตามประเด็นนี้มาอย่างใกล้ชิด ทุกคนต่างมารอฟังคำตอบที่วิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์จะมอบให้ หลังจากที่ประเทศไทยได้ใช้เวลา 180 วัน ในการทดลองนโยบายที่สร้างข้อถกเถียงในสังคมมาโดยตลอด ซึ่งคำตอบที่นำเสนอในเวทีนี้ ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือความจริงที่ทุกภาคส่วนต้องรับฟัง

 

โดยจุดเริ่มต้นของโครงการวิจัยนี้ เริ่มจากปฐมบทแห่งนโยบายปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2568 เมื่อรัฐบาลได้ตัดสินใจ "ปลดล็อกช่วงเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่าย"  โดยอนุญาตให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00–17.00 น. ซึ่งเดิมเป็นช่วงเวลาห้ามจำหนาย ตาม พรบ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ พ.ศ.2551 (ฉบับเดิม)  ซึ่งนโยบายดังกล่าวถูกผลักดันด้วยความมุ่งหวังที่จะใช้เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ท่ามกลางการถกเถียงอย่างกว้างขวาง โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่คือการปรับนโยบายให้มีความทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวระดับโลก ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านมีความกังวลอย่างยิ่งถึงผลกระทบด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน

 

โดยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้ทดลองใช้นโยบายนี้ หลังจากที่ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่านเว็บไซต์เป็นเวลา 15 วัน นโยบายนี้ได้มีผลบังคับใช้จริงแล้ว ตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยเป็นการขยายเวลาจำหน่ายเป็น 11.00–24.00 น. อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างเป็นระบบ อันเป็นที่มาของโครงการวิจัยระดับชาติที่นำเสนอผลในวันนี้

 

โดยโครงการวิจัยที่จัดทำขึ้นนี้มีชื่อว่า "การสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วันในประเทศไทย"  ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

ในงาน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และผู้จัดการงานวิจัยอาวุโส สำนักวิจัยและพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ได้รับเกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้มีธงอุดมการณ์ของฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งนำทาง แต่มีเป้าหมายสูงสุดเพียงประการเดียว คือการนำหลักฐานเชิงประจักษ์มาวางบนโต๊ะนโยบายอย่างโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และเปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

 

จากนั้น ดร.นพ.กติกา อรรฒศิลป์ คณะวิจัย ได้กล่าวบรรยาย โดยกล่าวว่าการประเมินนโยบายระดับชาติที่ใช้เวลาทดลองเพียง 6 เดือน (15 มกราคม - 15 กรกฎาคม 2569) นับเป็นความท้าทายเป็นอย่างมาก คณะวิจัย ได้เลือกใช้วิธีการวิเคราะห์ทางสถิติขั้นสูงที่เรียกว่า Interrupted Time Series Analysis (ITS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่นักวิจัยเชิงนโยบายทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งวิธีการนี้ออกแบบมาสำหรับการประเมินนโยบายสาธารณะที่ไม่สามารถทำการทดลองแบบสุ่มได้ โดยจะเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังจุดที่นโยบายเปลี่ยนแปลง ด้วยการใช้ข้อมูลที่เก็บต่อเนื่องตามเวลา ทั้งในระดับรายสัปดาห์และรายเดือน เพื่อประเมินว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณหรือแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หลังจากนโยบายมีผลบังคับใช้ โดยงานวิจัยนี้ไม่ได้มองแค่ภาพ "ก่อน" และ "หลัง" เพียงเท่านั้น แต่ยังใช้ชุดข้อมูลย้อนหลังกลับไปถึง 2 ปีเพื่อตัดปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ ออกไปให้ได้มากที่สุด โดยแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้นั้นมีความหลากหลายและครอบคลุมทั้ง 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติสุขภาพ (สปสช., RTIDC กรมควบคุมโรค), มิติสังคม (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ศูนย์วิจัย SAB), และมิติเศรษฐกิจ (กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) โดนมีข้อค้นพบดังนี้

ด้านของมิติสุขภาพและความปลอดภัย: ได้มีข้อกังวลหลักของสังคมคือคำถามที่ว่า การขยายเวลาจะทำให้อุบัติเหตุและจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่? โดยข้อมูลที่ปรากฏออกมาในมิติสุขภาพถือเป็นข่าวที่ทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านรับได้ในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งข้อมูลจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมจากการเสพสุรา (รหัส ICD-10: F10) ซึ่งมีจำนวนสะสมสูงถึง 44,500 รายในช่วง 180 วัน (หรือ 90 วันหลังดำเนินนโยบายตามบางช่วงการวิเคราะห์) "ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของปริมาณและแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ" เช่นเดียวกับอุบัติเหตุทางถนน ภาวะตับอ่อนอักเสบ และการถูกทำร้ายร่างกาย แม้ว่าคณะวิจัยจะเจาะลึกลงไปวิเคราะห์ในกลุ่มย่อยเฉพาะวัยรุ่น หรือเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ก็ยังไม่พบความแตกต่างที่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการบาดเจ็บทางถนนจากระบบ RTIDC ของกรมควบคุมโรค ซึ่งมีผู้ดื่มเข้ามาเกี่ยวข้องประมาณ 34,500 รายในรอบ 90 วัน ก็ไม่พบแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายสัปดาห์ หรือเปรียบเทียบก่อนหลัง 30, 60, หรือ 90 วันก็ตาม

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะดูเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัย แต่คณะผู้วิจัยได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า การ "ไม่พบ" ผลกระทบในระยะเวลาเพียง 180 วัน ไม่สามารถแปลความได้ว่านโยบายนี้ "ไม่มีผล" โดย จากการทบทวนวรรณกรรมต่างประเทศจำนวน 109 เรื่องนั้น การศึกษาที่ใช้วิธี ITS โดยในจำนวนนี้มีถึง 20 การศึกษาที่มุ่งเน้นนโยบายขยายเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์โดยตรง พบว่ากว่า 85% ของการศึกษาเหล่านั้นพบผลกระทบเชิงลบอย่างชัดเจน เช่น การบริโภคที่สูงขึ้น คดีทำร้ายร่างกาย และอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น แต่ประเด็นสำคัญ คือ งานวิจัยระดับโลกเหล่านั้นส่วนใหญ่ใช้เวลาในการติดตามผลระยะยาวตั้งแต่ 4 ถึง 11 ปี ไม่ใช่ระยะเวลาเพียง 6 เดือน

 

ส่วนในด้านมิติทางสังคม: ด้าน ดร.สุริยัน บุญแท้ จากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB Research Centre) ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นระดับประเทศที่เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึง 8 เมษายน 2569จากกลุ่มตัวอย่างรวมกว่า 4,000 คน แบ่งเป็น ประชาชนทั่วไป 2,445 คน ผู้ประกอบการร้านค้า 378 ราย นักท่องเที่ยวชาวไทย 625 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 613 คน ซึ่งได้สะท้อนภาพความจริงที่น่าสนใจหลายประการ คือ ผลสำรวจพบว่า ประชาชนทั่วไปถึง 41.4% ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00–17.00 น. ขณะที่มีเพียง 31.3% เท่านั้นที่เห็นด้วย เมื่อให้ประเมินผลดีและผลเสียโดยรวม กลุ่มตัวอย่างที่มองว่านโยบายนี้สร้าง "ผลเสียมากกว่าผลดี" มีสัดส่วนสูงถึง 43.3% ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่าความกังวลต่อผลกระทบด้านสุขภาพ อุบัติเหตุ และการทะเลาะวิวาท ยังคงฝังรากลึกอยู่ในความรู้สึกของคนในสังคม  นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังพบความเชื่อมโยงที่น่ากังวลว่า "ครัวเรือนที่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงขึ้น จะมีแนวโน้มความสัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ด้านอาหาร และด้านสุขภาพที่ลดลง" ซึ่งข้อมูลนี้บ่งชี้ถึงปรากฏการณ์ "การแลกเปลี่ยน" (Trade-off) หรือการเบียดบังทรัพยากรภายในครัวเรือน หากเม็ดเงินที่มีจำกัดถูกทุ่มเทไปกับสิ่งหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจสะสมเป็นผลกระทบระยะยาวโดยไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในระยะสั้น

 

และด้านมิติเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว: ผลที่สร้างความประหลาดใจและน่าจะเป็นประเด็นที่ผู้ผลักดันนโยบายต้องกลับไปทบทวนมากที่สุด คือมิติด้านเศรษฐกิจ เหตุผลหลักของการปลดล็อกช่วงบ่ายคือความหวังที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ทว่าข้อมูลหลักฐานจากหลายแหล่งกลับไม่สนับสนุนสมมติฐานนี้ โดยปริมาณและแนวโน้มการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในภาพรวม ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนหรือมีนัยสำคัญ แม้จะวิเคราะห์เจาะจงเฉพาะพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวหลักก็ตาม โดยสำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากกรมสรรพากร ข้อมูลในช่วงเดือนธันวาคม ของ 5 จังหวัดท่องเที่ยวหลัก ก็ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นระหว่างปี มีข้อยกเว้นเพียงในส่วนของ "ร้านขายปลีก" ในจังหวัดชลบุรี ที่ภาษีเพิ่มขึ้นจาก 12.2 ล้านบาท เป็น 18.2 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 49%) และจังหวัดเชียงใหม่
ที่เพิ่มจาก
13.9 ล้านบาท เป็น 15.7 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 13%) ซึ่งคณะผู้วิจัยระบุว่านี่เป็นเพียงข้อมูลระยะสั้นที่ยังไม่สามารถสรุปเป็นเทรนด์ในระยะยาวได้  ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลรายได้จากการท่องเที่ยวกลับสะท้อนภาพที่น่าตกใจ
เมื่อเปรียบเทียบรายได้ช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์เทียบกับช่วงสามเดือนก่อนหน้า พบว่าส่วนต่างของรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทยลดลงจาก
3,002 ล้านบาทในปีก่อนที่จะมีนโยบาย เหลือเพียง 1,584 ล้านบาทในช่วงที่นโยบายมีผลบังคับใช้ ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีส่วนต่างใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงการถูกกระตุ้นที่ผิดปกติจากนโยบายใหม่นี้แต่อย่างใด สอดคล้องกับผลสำรวจของศูนย์ SAB ที่พบว่า จุดประสงค์หลักในการมาเยือนประเทศไทยของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ คือการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ (37-40%),
การท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรม, และการรับประทานอาหารท้องถิ่น มีเพียงส่วนน้อยราว 6-9% เท่านั้นที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อมาเที่ยวสถานบันเทิงหรือสังสรรค์  เมื่อสอบถามถึงนโยบายปลดล็อกเวลาขายช่วงบ่าย นักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 68.7% และนักท่องเที่ยวชาวไทย 69.7% ตอบตรงกันว่า "ไม่มีผล หรือ ไม่ค่อยมีผล" ต่อการตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย ซึ่งชี้ชัดว่าเสน่ห์ของเมืองไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่ฝั่งของผู้ประกอบการร้านค้าจำนวน 378 ราย ข้อมูลระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
มีผู้ประกอบการสูงถึง
49.2% ที่รายงานว่ายอดขายของตน "ลดลง" เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และสัดส่วนนี้กลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 59.5% ในเดือนมีนาคม 2569

 

จากความขัดแย้งของข้อมูลทั้งหมด คณะผู้วิจัยได้ค้นพบกุญแจสำคัญที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ นั่นคือการพบ "ห่วงโซ่ที่ขาดหาย" (Missing Link) ในตรรกะของการดำเนินนโยบาย ผู้ผลักดันนโยบายได้วางตรรกะไว้ว่า เมื่อปลดล็อกเวลาจำหน่าย นักท่องเที่ยวและผู้ขายจะรับรู้ข้อมูล ส่งผลให้นักท่องเที่ยวซื้อแอลกอฮอล์มากขึ้นในช่วงบ่าย เม็ดเงินจะไหลเข้าสู่ร้านอาหาร โรงแรม และกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม แต่ในความเป็นจริง ห่วงโซ่นี้ขาดสะบั้นลงตั้งแต่ข้อแรก เพราะนักท่องเที่ยวและผู้ขายส่วนใหญ่ "ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านโยบายได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว" แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 3 เดือนหลังประกาศบังคับใช้ เมื่อไม่มีใครทราบว่าสามารถซื้อแอลกอฮอล์ได้ในเวลาบ่าย ก็ย่อมไม่มีใครเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อพฤติกรรมไม่เปลี่ยน รายได้และภาษีจึงไม่เพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน เมื่อการดื่มไม่ได้เพิ่มขึ้น ผลกระทบด้านลบทางสุขภาพและความปลอดภัยก็ย่อมไม่ปรากฏให้เห็นเช่นกัน  ถึงแม้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลได้ประกาศราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ เพื่อขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00 - 24.00 น. ไปแล้วก็ตาม 

 

นอกจากนี้คณะผู้วิจัยและจากการให้ข้อมูลของ ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ได้หยิบยกนำเสนอบทเรียนอันล้ำค่าจากงานวิจัย ผ่านข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการสังคมไทยต่อไป ดังนี้

1.) การวางระบบติดตามและประเมินผลระยะยาวอย่างเป็นระบบ: เนื่องจากระยะเวลา 180 วันสั้นเกินไป คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควรจัดทำระบบติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดรอบการประเมินทุกๆ 1 ปี

ต้องมีการกำหนด "ชุดตัวชี้วัด" ที่ชัดเจนครอบคลุมทุกมิติ ทั้งสุขภาพ (ผู้ป่วยฉุกเฉิน, อุบัติเหตุ), สังคม (คดีเมาแล้วขับ, การขายให้เยาวชน), และเศรษฐกิจ (ภาษี VAT, รายได้การท่องเที่ยว) พร้อมทั้งตั้ง "เกณฑ์สัญญาณเตือน" (Early Warning Sign) ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถทบทวนนโยบายได้อย่างทันท่วงทีหากตัวชี้วัดด้านลบพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

2.) การกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยุติการขยายเวลาเพิ่มเติม: คณะกรรมการควรเร่งกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อรองรับประกาศฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยเฉพาะในพื้นที่ยกเว้น 4 ประเภท (สนามบินนานาชาติ, สถานบริการที่จดทะเบียนถูกต้อง, โรงแรม, และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ EEC) และต้องเร่งสื่อสารกฎระเบียบนี้ให้ผู้ประกอบการรับรู้อย่างทั่วถึง  ที่สำคัญ ผศ.ดร.จรวยพร ได้กล่าวเน้นย้ำถึงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า "เสนอให้ไม่มีการขยายเวลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติม แปลว่าขยายแค่นี้พอแล้ว ก็คือ 11:00 น. ถึง 24:00 น. พอแล้ว" ซึ่งสอดคล้องกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกและแผนปฏิบัติการควบคุมโรคไม่ติดต่อของไทย

3.) การเสริมมาตรการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก (Proactive Law Enforcement): ความสมดุลของนโยบายจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากการบังคับใช้กฎหมายที่แข็งแกร่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเสริมมาตรการในจุดเปราะบาง ได้แก่

- การปกป้องเด็กและเยาวชน: ต้องตรวจบัตรประชาชนอย่างเข้มงวด ผศ.ดร.จรวยพร ระบุข้อมูลที่น่าตกใจว่า "ร้านที่ขายเหล้า อยู่ใกล้เด็ก 56% แปลว่าถ้าเด็กเข้าถึงร้านพวกนี้ได้ง่าย โอกาสที่เขาจะสัมผัสหรือเข้าถึงนั้น ก็มีโอกาสมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลกระทบในอนาคตเยาวชนที่อาจจะเป็นมะเร็งตับ เป็นตับแข็งได้"

- การอุดช่องโหว่การขายออนไลน์: ต้องเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายกับช่องทาง Delivery หรือ Live ขายเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบอายุผู้ซื้อได้ พร้อมทั้งห้ามการโฆษณาในช่องทางดิจิทัล โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

- ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน: เพิ่มความเข้มงวดของการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ในช่วงเย็นและค่ำ โดยบูรณาการข้อมูล "จุดเสี่ยง" จากฐานข้อมูลระบบ RTIDC เข้ากับการตั้งด่าน เพื่อสกัดกั้นปัญหาเมาแล้วขับให้ตรงจุดที่สุด

 

และในช่วงท้ายของการประชุม คณะผู้วิจัยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรอบเวลา 180 วันที่สั้นเกินไป ฐานข้อมูลสุขภาพที่ยังไม่ครอบคลุมประชากรทุกสิทธิการรักษา ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มที่ยังมีข้อจำกัดด้านความละเอียดในเชิงพื้นที่ ไปจนถึงข้อจำกัดในการขอรับความร่วมมือด้านข้อมูลจากภาคเอกชน การที่ "ไม่พบผลกระทบเชิงลบ" ในระยะสั้น จึงไม่อาจนำมาตีความแบบเหมารวมได้ว่านโยบายนี้ "ปลอดภัยแน่นอน" สำหรับสังคม ซึ่งนโยบายปลดล็อกเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยามบ่ายของประเทศไทย กำลังยืนอยู่บนจุดทางแยกที่สำคัญ และยิ่งไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามันทำลายสุขภาพหรือทำลายความปลอดภัยอย่างรุนแรงในช่วง 180 วันที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีหลักฐานใดที่ยืนยันได้เลยว่านโยบายนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้จริงตามที่ภาครัฐคาดหวังไว้

 

รายงานการวิจัยฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงการบอกเล่าตัวเลขทางสถิติ หรือเป็นบทสรุปสุดท้ายของการตัดสินใจ แต่มันคือ "กระจกบานใหญ่" ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ ที่มักผลักดันนโยบายโดยปราศจากระบบการสื่อสารที่ทรงประสิทธิภาพ ขาดกลไกติดตามผลที่เป็นระบบ และไม่มีฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งรองรับตั้งแต่ต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้การประเมินผลกระทบทำได้ยากยิ่ง

สิ่งที่ สวรส. และ HITAP ได้สร้างสรรค์ขึ้นในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ คือการวางต้นแบบ (Role Model) ที่แสดงให้เห็นว่า การวิจัยเชิงนโยบายที่ถูกต้องควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ความโปร่งใส การรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายโดยปราศจากอคติ และการวิเคราะห์เจาะลึกด้วยระเบียบวิธีที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ในก้าวต่อไปของสังคมไทย การตัดสินใจเดินหน้านโยบายใดๆ จะต้องไม่พึ่งพาเพียงความรู้สึกหรือความคาดหวังลมๆ แล้งๆ แต่จะต้องก้าวเดินบนรากฐานของ "ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based)" เพื่อที่จะรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับการโอบอุ้มคุณภาพชีวิต ลมหายใจ และความปลอดภัยของประชาชนทุกคนได้อย่างยั่งยืนแท้จริง

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้