4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

ผลสำรวจสุขภาพเด็กไทยล่าสุดชี้ ‘บุหรี่ไฟฟ้า-ซึมเศร้า-ติดจอ-อ้วน’ พุ่ง เด็กไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน สัญญาณเตือนไทยต้องแบกภาระ NCDs เพิ่มขึ้น

          ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) สะท้อนภาพสถานการณ์เด็กไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและสังคมหลายมิติ ทั้งปัญหาครอบครัวเปราะบาง สุขภาพจิต การสูบบุหรี่ไฟฟ้า การใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรค NCDs ในระยะยาว

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงผลสำรวจ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs” โดยนำเสนอข้อมูลผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 ในประเด็นสุขภาพเด็ก เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 ณ โรงแรม Abloom กรุงเทพฯ 

          รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจสุขภาพฯ เครือข่ายวิจัย สวรส. กล่าวว่า จากข้อมูลการ สำรวจสุขภาพฯ พบว่า เด็กไทยเติบโตมาในครอบครัวที่เปราะบางมากขึ้น โดยครอบครัวมีอัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เด็ก เพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2568) จาก 14% เพิ่มเป็น 25% และเด็ก 39% ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายเป็นหลัก นอกจากนี้พบว่า เด็กสนิทกับพ่อแม่น้อยลง และเลือกเก็บปัญหาไว้กับตนเองมากขึ้นจาก 6% เป็น 16% ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ตามมา โดยผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 10-14 ปี จำนวน 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และในจำนวนนี้ประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก

          ผลสำรวจสุขภาพฯ ยังพบว่า เด็กเข้าถึงสารเสพติด เช่น บุหรี่และสุราได้ง่ายขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่อยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่ และร้านขายสุราในระยะเดินถึง ซึ่งเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มจะสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-1.6 เท่า รวมทั้งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงขึ้น โดยเด็กอายุ 10-14 ปี สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 0.5% เป็น 2%) ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่ม 1.2 เท่า (จาก 12.8% เป็น 15.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศที่ตั้งไว้ที่ควรต่ำกว่า 8%) โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงมีอัตราการเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า  

          นอกจากนี้การเข้าสู่สังคมดิจิทัล ส่งผลให้เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นและเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำในทุกช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 10-14 ปี ใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยสูงถึง 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยเน้นการเล่นเกมมากกว่าเพื่อการเรียนเฉลี่ย 8 เท่า ซึ่งการสำรวจยังพบว่า เด็ก 10-14 ปี เพียง 1 ใน 5 ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัยและองค์การอนามัยโลก ในอีกด้านการที่เด็กเข้าถึงสื่อต่างๆ ง่ายขึ้น ทำให้เด็กเปิดเผยตัวตนและยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการสำรวจสุขภาพฯ พบว่า สัดส่วนของประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปี สูงถึง 8.9% และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี สูงถึง 11.4% (ขณะที่ในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป พบต่ำกว่า 3%) 

          “พฤติกรรมเสี่ยงในเด็กไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และดื่มสุรา ล้วนส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs ตั้งแต่อายุน้อย เช่น ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงในเด็กที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และเด็กที่ดื่มสุราโดยเฉพาะหากดื่มอย่างหนัก ความชุกจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา” รศ.พญ.เริงฤดี กล่าว

          รศ.ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า จากผลสำรวจสุขภาพฯ พบเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ อาหารที่มีไขมัน โซเดียม หรือแป้ง น้ำตาลสูง ในสัดส่วนที่สูง คือพบถึง 9 รายการใน 20 อันดับอาหารที่เด็ก 2-14 ปี กินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน เช่น ขนมกรุบกรอบที่เด็กนิยมกินมากที่สุด โดยกินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน สูงถึงเกือบ 40% รองลงมา ได้แก่ นมที่มีรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างตามภูมิภาค เช่น กว่าครึ่งของเด็กในภาคอีสานกินขนมกรุบกรอบทุกวันหรือเกือบทุกวัน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กในภาคอีสานและกลาง ดื่มน้ำอัดลมทุกวันหรือเกือบทุกวัน ในขณะเดียวกัน มีเด็กอายุ 2-14 ปี ไม่ถึงครึ่ง (44.3%) ที่ดื่มนมรสจืดทุกวันตามคำแนะนำโดยกรมอนามัย โดยพบว่าเด็กในภาคใต้ดื่มนมน้อยที่สุด (ดื่มทุกวันมีเพียง 24.5%) นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อเด็กโตขึ้นมีแนวโน้มดื่มนมลดลงโดยเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% ในขณะที่เด็ก 12-14 ปี ดื่มนมทุกวันเพียง 22.8%  

          ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่เป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การติดหน้าจอในเด็กไทย และการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้น คือ ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยพบว่าเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี 11% มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน และเพิ่มขึ้นในเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนถึง 27.4% เด็กในเมืองมีสัดส่วนภาวะอ้วนมากกว่าในชนบท โดย 1 ใน 3 ของเด็กใน กทม.และภาคกลางมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน จากผลสำรวจยังพบว่า ในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมีความชุกของภาวะเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และเสี่ยงเป็นเบาหวาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กน้ำหนักปกติ ซึ่งงานวิจัยจากทั่วโลกระบุชัดว่าเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนนี้มีโอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

          “จากการสำรวจสุขภาพฯ ยังพบว่า แนวโน้มการป่วยโรค NCDs ในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs วันละกว่า 1,000 ราย ปัญหาเด็กอ้วน จึงถือเป็นอีกสัญญาณเตือนที่สำคัญที่จะพยากรณ์ได้ว่าสถานการณ์ NCDs ของไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอีก หากยังไม่มีมาตรการจริงจังที่สามารถจัดการปัญหาภาวะอ้วนในเด็ก ด้านองค์การอนามัยโลกได้มีการออกมาตรการแนะนำสำหรับการแก้ปัญหาเด็กอ้วน แต่หลายมาตรการยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย เช่น การห้ามโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเด็ก ทั้งทางทีวีและสื่อออนไลน์ มาตรการด้านราคาและภาษี หรือจำกัดพื้นที่ขายผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพบริเวณรอบโรงเรียนและชุมชน เป็นต้น” ศ.เกียรติคุณ นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติม

          ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า ข้อมูลที่สำคัญส่วนหนึ่งจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่ 7 คือเรื่องสุขภาพเด็ก ซึ่งเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า หากเด็กในวันนี้มีภาวะอ้วน เป็นเบาหวาน หรือมีความดันโลหิตสูง ปัญหาเหล่านี้ก็มีแนวโน้มจะติดตัวไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ปัจจุบันประเทศไทยต้องแบกรับภาระงบประมาณด้านการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี และหากสถานการณ์ยังดำเนินไปในทิศทางเดิม ภาระดังกล่าวย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลเหล่านี้ไปสื่อสารให้ผู้กำหนดนโยบายได้รับทราบ เพื่อให้เกิดการตระหนักและร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ทั้งนี้ปัจจุบัน เด็กและเยาวชนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป มีการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากขึ้น มีกิจกรรมทางกายน้อยลง และมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น การแก้ไขปัญหานี้จึงไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพียงหน่วยงานเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนครอบครัวและชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของเด็กไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศ 

          “ในอนาคตอาจมีการนำข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพฯ ไปจัดทำเป็นข้อมูลรายพื้นที่ โดยอาจจัดทำในรูปแบบ Dashboard ที่เป็นข้อมูลรายจังหวัด เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อบต.) ได้เห็นข้อมูลปัญหาของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ในพื้นที่ เช่น จุดเสี่ยงร้านค้ารอบสถานศึกษา สถิติเด็กอ้วน ฯลฯ เพื่อกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาได้ตรงจุด รวมถึงการเปลี่ยนวิธีคิดจากการรักษามาเป็นการป้องกัน โดยผลักดันแนวคิดเวชศาสตร์ป้องกัน โดยรณรงค์ให้เริ่มตรวจสุขภาพอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 20 ปี เพื่อลดภาระงบประมาณด้านการรักษาของประเทศในอนาคต ตลอดจนการป้องกันปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัว เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณมหาศาลในการดูแลผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังในอนาคต” ผศ.ดร.จรวยพร กล่าว

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้