ข่าว/ความเคลื่อนไหว
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสูง (Super-aged Society) โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2578 ประชากรผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและอายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และการกำหนดนโยบายของประเทศ เช่น ด้านเศรษฐกิจและแรงงาน อัตราส่วนการพึ่งพิงที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้แรงงานวัยทำงาน ต้องรับภาระมากขึ้น ขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน และอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้านสาธารณสุข ความต้องการการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคเรื้อรังและภาวะพึ่งพิง ระบบสาธารณสุขต้องปรับตัวเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและการขยายบริการในมิติของการดูแลระยะยาว ด้านสังคมและครอบครัว โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังมีจำนวนเพิ่มขึ้น และมีความต้องการบริการดูแลจากชุมชนที่มีคุณภาพ ด้านการคลังและบำนาญ ความกดดันต่องบประมาณของรัฐ เพื่อสนับสนุนสวัสดิการผู้สูงอายุ ความยั่งยืนของระบบบำนาญ และความจำเป็นในการพัฒนากลไกทางการเงินแบบใหม่ ฯลฯ ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ประเทศไทยควรออกแบบนโยบายและแผนปฏิบัติการอย่างไร เพื่อก้าวสู่อนาคตที่พึงประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยโครงการ “การสร้างฉากทัศน์และการพัฒนาข้อเสนอนโยบายเพื่อรองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดของประเทศไทย: การรับมือและปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากร” โดยมีสํานักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เป็นทีมวิจัยหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและวิเคราะห์สถานการณ์อนาคตของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2578 พร้อมออกแบบนโยบายและมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากสังคมสูงวัยระดับสูง และจัดทำแผนที่นำทางการขับเคลื่อนนโยบาย (Roadmap) ในระยะสั้น กลาง และยาว ตลอดจนกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ โดยใช้กรอบกระบวนการคาดการณ์อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Foresight) เพื่อมองภาพอนาคตแบบบูรณาการในทุกมิติที่มีนัยสำคัญ ซึ่งส่วนหนึ่งของการวิจัยดังกล่าว ได้มีการจัดเวทีระดมความคิดเห็น เพื่อจัดทำกลุ่มสัญญาณการคาดการณ์อนาคต (Foresight Signals) ในการรับมือและปรับตัวจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประชากร โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้ความคิดเห็น อาทิ สวรส. สอวช. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพห่งชาติ (สช.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) สถาบันอนาคตศึกษาไทย กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ชั้น 14 อาคารจัตุรัสจามจุรี
ทีมวิจัยนำเสนอให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Forecasting และ Foresight ในการวางแผนอนาคต โดย Forecasting มักอ้างอิงจากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์และชุดสมการที่มีตัวแปรชัดเจน เป็นการใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อทำนายสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น ส่วน Foresight มีความซับซ้อนกว่า ไม่ได้เน้นการทำนายว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างแม่นยำ แต่เน้นการสร้างฉากทัศน์ (Scenarios) จากสิ่งที่จินตนาการได้ เพื่อให้สามารถวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นหลายรูปแบบได้อย่างทันท่วงที ซึ่งกรณีสังคมสูงวัยมีตัวแปรที่ไม่อยู่ในสมการปกติและมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง
นอกจากนี้บริบทความท้าทายของสังคมสูงวัยในประเทศไทย ส่วนหนึ่งคือมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก และเผชิญปัญหา ‘แก่ก่อนรวย’ ร่วมกับอัตราการเกิดต่ำ ทำให้ไม่สามารถใช้วิธีการออกแบบนโยบายแบบเดิมได้ จึงจำเป็นต้องใช้กระบวนการ Foresight เข้ามาช่วย โดยจะมีกระบวนการเริ่มต้นจากการกวาดสัญญาณการเปลี่ยนแปลง (Horizon Scanning) ไปจนถึงการกำหนดกลยุทธ์ และมีการคัดกรองข้อมูลดิบประมาณ 120 สัญญาณ ได้ถูกกรองและวิเคราะห์จนเหลือ 65 สัญญาณหลัก โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย สถิติจากสภาพัฒน์ และมติต่างๆ ด้านสังคม โดยประเภทของสัญญาณ มีการแบ่งสัญญาณเป็นหลายประเภท เช่น Trends (แนวโน้มที่เห็นชัดและมีพลังเพิ่มขึ้น) และ Weak Signals (สัญญาณอ่อนๆ ที่เพิ่งเกิดและยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลกระทบมากน้อยอย่างไร) ซึ่งการให้ความสำคัญกับ Weak Signals จะช่วยให้มองเห็นอนาคตได้ดีขึ้น ทั้งนี้การวิเคราะห์และจัดกลุ่มข้อมูลสัญญาณทั้ง 65 รายการ ถูกแบ่งออกเป็น 9 กลุ่มสัญญาณ ได้แก่ 1) รากฐานประชากรและสังคม 2) ระบบสุขภาพและการดูแล 3) วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์และการยืดอายุ 4) เทคโนโลยีการดูแลและระบบช่วยเหลือ 5) การเปลี่ยนแปลงดิจิทัลและกำลังแรงงาน 6) เศรษฐกิจ การเงิน และแรงงาน 7) การกำกับดูแล นโยบาย และสถาบัน 8) ภูมิรัฐศาสตร์และระเบียบโลก 9) สิ่งแวดล้อม พลังงาน และภูมิอากาศ ซึ่งผลการประเมินค่าเฉลี่ยของผลกระทบ (Impact) พบว่ามีคะแนนสูงกว่า 4 ซึ่งสะท้อนว่าสัญญาณที่คัดเลือกมามีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางในอนาคต และมีการใช้ Dashboard เพื่อตรวจสอบการกระจายตัวของข้อมูลว่ามีความลำเอียง (Bias) ไปยังมิติใดมิติหนึ่งมากเกินไปหรือไม่ โดยในขั้นตอนนี้ คือการนำสัญญาณเหล่านี้มาให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายด้านช่วยกันวิเคราะห์ เพื่อดูว่ายังมีจุดบอด หรือมิติใดที่ขาดตกไปหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายและวางกลยุทธ์ต่อไป
ในการประชุมฯ ได้มีการระดมความคิดเห็นถึงสัญญานในทุกบริบทของสังคม และร่วมกันวิเคราะห์ว่าสัญญาณเหล่านั้นถ้าเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบอย่างไร ซึ่งมีหลายสัญญานที่น่าสนใจ อาทิ การนิยามความหมายใหม่ของคำว่า ครอบครัว เนื่องจากปัจจุบันลักษณะของการอยู่เป็นครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลงและหลากหลาย ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะคนที่เป็นสายเลือดเดียวกันเท่านั้น อาจมองกว้างไปถึงการอยู่เป็นครอบครัวของเพศเดียวกัน ในกลุ่ม LGBTQ หรือในอนาคตครอบครัวอาจครอบคลุมถึงกลุ่มเพื่อนสนิทด้วย ดังนั้นนิยามของครอบครัวอาจกำลังเปลี่ยนจากความผูกพันทางสายเลือดไปสู่ครอบครัวที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง ซึ่งในอนาคตอาจมีกฎหมายรองรับความสัมพันธ์เหล่านี้มากขึ้น ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและพฤติกรรมบุคคล สังคมเริ่มยอมรับความหลากหลายมากขึ้น เช่น กลุ่ม Introvert (คนที่มีบุคลิกภาพชอบเก็บตัว) ซึ่งในอดีตอาจไม่เป็นที่เข้าใจ แต่ปัจจุบันถูกมองว่าเป็นบุคลิกที่เท่ หรือมีการพูดถึงคำใหม่คือ Ambivert (คนที่มีบุคลิกภาพแบบผสมผสานระหว่าง Introvert ที่ชอบเก็บตัว และ Extrovert ที่ชอบเข้าสังคม) ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างคนชอบเข้าสังคมกับคนเก็บตัว คือเข้าสังคมได้แต่ไม่ได้ยึดติด มีการยอมรับเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ชัดเจนขึ้น โดยบุคคลสามารถแสดงตัวตนได้ตั้งแต่วัยเด็ก ช่องว่างระหว่างวัยและความขัดแย้ง โครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไปจากการที่ไม่ได้อยู่ร่วมกันแบบพ่อแม่ลูก และปู่ย่าตายาย อาจลดหรือเพิ่มความขัดแย้งในรูปแบบใหม่ ประเด็นเรื่องความแตกต่างระหว่างรุ่นไม่ได้ส่งผลแค่ในครอบครัว แต่ยังส่งผลไปถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานด้วย Longevity Economy (เศรษฐกิจอายุวัฒน์) แนวคิดนี้กำลังเติบโตและขยายตัวมากกว่า Silver Economy (เศรษฐกิจผู้สูงอายุ) เพราะ Longevity Economy ครอบคลุมคนทุกกลุ่มวัยที่มีอายุยืนขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายด้าน เช่น อาหาร การแพทย์ และการดูแลสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากคนที่จะเข้าถึงทรัพยากรเพื่อให้มีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีได้นั้น จำเป็นต้องมีต้นทุนและทรัพยากรที่สูง บทบาทด้านการแพทย์ของไทย ประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการรักษาพยาบาล แต่อาจต้องเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่มีอายุยืนขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นภาระของประเทศมากขึ้นหรือไม่
ทั้งนี้หลังจากมีการจัดกลุ่มสัญญาณเรียบร้อยแล้ว จะมีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคน 3 กลุ่มวัย ได้แก่ วัยเรียน วัยทำงาน และวัยเกษียณ เพื่อท้ายสุดคือการส่งต่อโจทย์และทิศทางที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบโจทย์ภาพอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้