4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

วิจัยชูแนวทางการใช้ยาเหมาะสม หวังสร้าง รพ.ต้นแบบ ขยายผล ลดเชื้อดื้อยา-ลดเสียชีวิต-เพิ่มคุณภาพการรักษา

          การประชุมคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ครั้งที่ 3/2569 มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานฯ และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กรรมการเเละเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการจากผู้เเทนกระทรวง เเละผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ร่วมประชุม ทั้งนี้นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ ได้ย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุข ที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัยควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ และการนำเทคโนโลยีการแพทย์อัจฉริยะมาเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา มีการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยวิกฤตและสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ และการปรับปรุงโรงพยาบาลให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรและการเร่งรัดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยสู่ระดับสากล และเข้าไปมีส่วนร่วมกับการกำหนดนโยบายและทิศทางในระดับโลกมากขึ้น เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2569 ณ ห้องประชุมสุปัญญา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ

          ในการประชุมฯ มีการนำเสนอผลงานวิจัยโครงการ “การขยายมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในโรงพยาบาลทั่วไป 6 แห่ง ภายใต้การสนับสนุนของโรงพยาบาลต้นแบบ และโรงพยาบาลศิริราช (Expanded AMS Phase 5)” โดย ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิจัยเครือข่าย สวรส. ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญจากการศึกษาวิจัยว่า การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยปัจจัยสำคัญของการเกิดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ คือการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม และจากการวิเคราะห์ผลกระทบของการดื้อยาต้านจุลชีพทั่วโลก พบว่าหากไม่มีการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าในปี พ.ศ. 2593 จะมีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเพิ่มขึ้นจาก 700,000 คน เป็น 10 ล้านคน และผู้ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพมากกว่า 80% จะเป็นประชากรในทวีปเอเซียและแอฟริกา ด้านประเทศไทยมีผู้ป่วยไทยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพปีละประมาณ 87,000 ราย ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพอยู่โรงพยาบาลนานขึ้นประมาณ 3 ล้านวัน ผู้ป่วยติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพเสียชีวิตประมาณ 38,000 ราย ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากยาต้านจุลชีพสำหรับรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพมีมูลค่า 2,500 ถึง 6,000 ล้านบาท และความสูญเสียรวมทางเศรษฐกิจของการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาต้านจุลชีพปีละอย่างน้อย 40,000 ล้านบาท (เกือบร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ)

          จากประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง สวรส. จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการชุดโครงการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งหมด 5 ระยะ โดยระยะที่ 1-3 (พ.ศ. 2556-2561) เน้นการพัฒนาระบบพื้นฐานด้านการควบคุมและป้องกันการดื้อยาต้านจุลชีพ ทั้งในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยผลการดำเนินงานทำให้ทราบถึงขนาดของปัญหา กลไกการเกิดและการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยา ทั้งการดื้อยา การใช้ยา และการติดเชื้อในโรงพยาบาล ระยะที่ 4 (พ.ศ. 2562-2564) เริ่มนำมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมไปใช้ใน 3 โรงพยาบาลต้นแบบขนาดใหญ่ ได้แก่ รพ.สุรินทร์, รพ.สุราษฎร์ธานี และ รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว ซึ่งประสบความสำเร็จในการลดการใช้ยาและช่วยให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น ดังนั้นในระยะที่ 5 (ปัจจุบัน) จึงขยายผลจากโรงพยาบาลต้นแบบไปสู่โรงพยาบาลเครือข่ายที่มีขนาดเล็กลง 6 แห่ง โดยแบ่งการทำงานเป็น 2 โซน และใช้โรงพยาบาลต้นแบบจากระยะที่ 4 เป็นพี่เลี้ยง ทีมภาคใต้ รพ.สุราษฎร์ธานี เป็นพี่เลี้ยงให้กับ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ รพ.ตะกั่วป่า และ รพ.กระบี่ ทีมภาคอีสาน รพ.สุรินทร์ เป็นพี่เลี้ยงให้กับ รพ.กาฬสินธุ์ รพ.มหาสารคาม และ รพ.ร้อยเอ็ด โดยส่งเสริมใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อให้เกิดการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาล (GLASS antibiogram) มีการจัดทำข้อมูลความไวของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพ โดยปรับปรุงให้มีความแม่นยำด้วยการตัดข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออก และแยกข้อมูลระหว่างการติดเชื้อจากชุมชน กับการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกใช้ยาได้ถูกต้อง 2) จัดทำแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อการรักษาโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในโรงพยาบาล (Clinical practice guideline, CPG)  เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ และโรคปอดอักเสบ ซึ่งช่วยให้เกิดการใช้ยาอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้น จาก 60% เป็น 65% และมีแนวโน้มช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ 3) การควบคุมและอนุมัติการใช้ยาต้านจุลชีพ (Antibiotic authorization) ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์กว้าง เช่น Meropenem, Colistin,  Imipenem ฯลฯ เพื่อลดระยะเวลาการใช้ยาที่ไม่จำเป็น

          นอกจากนี้ผลวิจัยยังสะท้อนให้เห็นข้อมูลชัดเจนว่า เชื้อก่อโรคที่สำคัญที่สุดคือ E. coli (16%) รองลงมาคือ A. baumannii (15%) K. pneumoniae (13%) P. aeruginosa (8%) และ S. aureus (5%) ทั้งนี้การใช้ยาที่แคบลงและเหมาะสมช่วยลดการติดเชื้อแทรกซ้อน จาก 16% เหลือ 10% อย่างมีนัยสำคัญ และผู้ป่วยมีระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลสั้นลง ทั้งใน ICU และภาพรวม สามารถลดระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่ง 3 กลยุทธ์ดังกล่าว สามารถลดการใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่เหมาะสมได้จริง ส่งผลให้คุณภาพในการดูแลผู้ป่วยดีขึ้น ทั้งในแง่ของอัตราการติดเชื้อแทรกซ้อนและอัตราการเสียชีวิต ตลอดจนเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงพยาบาลขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมทั้งทำให้เห็นว่า แม้โรงพยาบาลที่ไม่เคยดำเนินการในเรื่องนี้มาก่อนก็สามารถทำได้ ถ้ามีทีมสนับสนุนที่ดีและตั้งใจจริงก็สามารถดำเนินการให้ประสบความเร็จได้เป็นอย่างดี และคาดหวังว่าโรงพยาบาลที่ได้รับการแนะนำเรื่องการใช้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมแล้วจะสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ในเขตสุขภาพเดียวกันได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในภาพรวมของประเทศ

          ด้านคณะกรรมการ สวรส. ให้ข้อเสนอแนะถึงประเด็นการขยายผลการใช้ประโยชน์จากโครงการวิจัยในอนาคต อาทิ นอกจากจะขยายผลการดำเนินงานไปยังโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ควรมีการขยายไปยังโรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงอื่นๆ ด้วย เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบในทุกโรงพยาบาล และส่งผลต่อภาพรวมเรื่องการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมของประเทศ และควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการข้อมูลเชื้อดื้อยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาเชิงระบบต่อไป เนื่องจากเรื่องเชื้อดื้อยาเป็นตัวชี้วัดระดับโลกที่สะท้อนถึงความปลอดภัยของระบบสาธารณสุข

 

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้