4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. ดันนวัตกรรมวิจัย หนุนเด็กไทยโตดี-มีคุณภาพ เน้นตอบโจทย์ คัดกรอง-ค้นหา ก่อนสายเกินแก้ ลดการนำเข้า เพิ่มการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง

          ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับมือและแก้ปัญหา ด้านข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ในครึ่งปีแรกของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 201,175 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่มี 221,933 คน หรือคิดเป็น ลดลง 9.4% ขณะที่ผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 282,582 คน ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนว่า แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดลง แต่จำนวนการเกิดลดลงเร็วและมากกว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปตลอดทั้งปี 2568 จำนวนเด็กเกิดใหม่อาจลดเหลือราว 400,000 กว่าคน ส่งผลให้ประชากรรวมของประเทศอาจลดลง เพราะจำนวนการเสียชีวิตมากกว่าการเกิด

          ด้วยเหตุดังกล่าว ในจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มลดลง จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลเพื่อให้เด็กไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเติบโตเป็นอนาคตของชาติ ทั้งนี้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เห็นความสำคัญ และพยายามขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมวิจัยที่จะสนับสนุนเรื่องการคัดกรองโรคและความผิดปกติต่างๆ ในเด็กที่จะส่งผลต่อพัฒนาการและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 สวรส. นำโดย นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ดร.จุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยา ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นพ.ประวิช ตัญญสิทธิสุนทร รองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมวิจัยทางการแพทย์ ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการวิจัย ‘การพัฒนาเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพาและแพลตฟอร์มตรวจตาอัจฉริยะ’ และ ‘การนำเครื่องมือวินิจฉัยภาวะออทิสซึมในระยะเริ่มแรกสำหรับเด็กไทย (TDAS) มาใช้ในระบบบริการสุขภาพไทย’ โดยมีนักวิจัยร่วมให้ข้อมูล อาทิ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) พญ.ดวงกมล ตั้งวิริยะไพบูลย์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พญ.กัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ ณ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่  

          งานวิจัย ‘การพัฒนาเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพาและแพลตฟอร์มตรวจตาอัจฉริยะ’ เกิดขึ้นจากการที่อุปกรณ์เครื่องมือในการตรวจวัดสายตาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถตอบโจทย์การตรวจคัดกรองในเด็กเล็ก ทั้งปัญหาการใช้งานยาก ไม่เหมาะสำหรับการตรวจเด็กเล็กที่จะมีอาการกลัวการตรวจ รวมถึงความไม่สามารถอ่านตัวเลขได้ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางพาเด็กมาตรวจคัดกรอง ยังเป็นปัจจัยอุปสรรคสำหรับเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทำให้การตรวจเชิงรุกในเด็กเล็กเป็นไปได้ยาก ส่งผลให้ความผิดปกติทางสายตาในเด็กมักถูกพบเมื่ออาการลุกลาม และเด็กเข้าสู่ช่วงวัยที่แก้ไขได้ยากแล้ว งานวิจัยจึงพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้เด็กไทยสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพตาในช่วงเวลาทอง คือช่วงอายุ 2-8 ปี โดยนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพาและแพลตฟอร์มคัดกรองตาอัจฉริยะ มุ่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการทางสายตาในเด็กเล็ก และลดความเสี่ยงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร รวมถึงส่งผลต่อโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต เช่น แพทย์ผ่าตัด หรือนักบิน ทั้งนี้ปัญหาหลักของการตรวจสายตาเด็ก คือเด็กมักไม่ร่วมมือและสมาธิสั้น นวัตกรรมนี้จึงถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นเกม โดยใช้รูปภาพและตัวเลขที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เด็กสนุกไปกับการตรวจและลดความกลัว โดยมีจุดเด่นคือ ใช้งานง่าย สามารถใช้ได้โดยผู้ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ เช่น ครูหรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ก็สามารถใช้งานได้ มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก (Portable) และสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้ โดยระบบจะประมวลผลตามเกณฑ์อายุอย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งการตรวจความชัดเจนของสายตา ตาบอดสี และตาเหล่ ซึ่งงานวิจัยนี้ บริษัท ไคลก้า จำกัด ได้พัฒนาร่วมกับห้องปฏิบัติการทัศนศาสตร์ (Optic Labs) ของ NARIT เพื่อสร้างอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานความแม่นยำระดับ ISO แต่มีราคาต่ำกว่าและใช้งานง่ายกว่าเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาสูงถึง 4-8 แสนบาท ซึ่งจากการลงพื้นที่นำร่องคัดกรองเด็กและผู้ใหญ่จำนวน 583 คน ใน 5 พื้นที่ พบผู้มีความผิดปกติทางสายตาสูงถึง 16% ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขด้วยการใช้แว่นสายตา ทั้งนี้โครงการวิจัยตั้งเป้าจะคัดกรองเด็กให้ได้ 3,000 คนภายในปี 2569 นี้ และขยายผลให้ถึง 15,000 คนภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ

          งานวิจัย ‘การนำเครื่องมือวินิจฉัยภาวะออทิสซึมในระยะเริ่มแรกสำหรับเด็กไทย (TDAS) มาใช้ในระบบบริการสุขภาพไทย’ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางและระยะเวลารอคอยที่ยาวนานในการวินิจฉัยเด็กออทิสติก ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน ความชุกของโรคออทิสติกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาคอขวดในระบบบริการ เนื่องจากต้องใช้จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือกุมารแพทย์เฉพาะทางในการวินิจฉัยเท่านั้น ส่งผลให้เด็กต้องรอการวินิจฉัยนานถึง 12-18 เดือน ทั้งนี้การเข้าถึงการรักษาที่ล่าช้า ส่งผลให้เด็กพลาดโอกาสในการพัฒนาตามช่วงวัยที่เหมาะสม นวัตกรรม TDAS จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก มีคุณภาพ และต้นทุนต่ำ โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว มาเป็นการใช้ทีมสหวิชาชีพ ได้แก่ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กุมารแพทย์ทั่วไป พยาบาล นักจิตวิยา นักแก้ไขการพูด นักกิจกรรมบำบัด และจากการศึกษาพบว่า หากใช้ระบบเดิมต้องใช้เวลาถึง 10 ปี จึงจะวินิจฉัยเด็กได้ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่ถ้าใช้เครื่องมือ TDAS จะใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น จุดเด่นสำคัญของ TDAS คือการพัฒนาเครื่องมือที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย เช่น การเลือกใช้ของเล่นในชุดประเมินอย่างเช่นพัดลม แทนที่จะใช้เครื่องดูดฝุ่นแบบในเครื่องมือต่างประเทศ และใช้เวลาประเมินเพียง 40 นาที แบ่งเป็นการสังเกตพฤติกรรม 20 นาที และสัมภาษณ์ผู้ปกครอง 20 นาที พร้อมทั้งมีการจัดเก็บหลักฐานในรูปแบบวิดีโอและไฟล์เสียงเพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัย นอกจากนี้ยังมีระบบฐานข้อมูลและ GIS ที่ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถค้นหาหน่วยบริการ TDAS ที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย ด้านความคุ้มค่า TDAS ผ่านการประเมินความคุ้มค่า (Health Technology Assessment) เรียบร้อยแล้ว และมีการนำร่องใช้จริงในเขตสุขภาพต่างๆ เช่น เขตสุขภาพที่ 1, 7, 11 และ 6 ด้านการขยายผล มีการนำไปใช้ในเด็กอายุ 1-5 ปี เพื่อให้เด็กออทิสติกได้รับการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาเร็วขึ้น ลดภาระต่อครอบครัวและสังคมในระยะยาว ปัจจุบันมีเด็กที่ได้รับการประเมินด้วยเครื่องมือ TDAS จำนวน 3,270 ราย มีบุคลากรที่ผ่านการอบรม TDAS ทั้งหมด 794 คน ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ และมี TDAS Dashboard ที่สามารถรายงานจำนวนผู้ที่เข้าถึงบริการได้แบบ real-time ซึ่งผลลัพธ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบันสามารถผลักดันให้ TDAS เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง และผ่านมติเห็นชอบของคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อนุมัติให้เบิกจ่ายค่าบริการตรวจคัดกรองออทิสติกด้วยเครื่องมือ TDAS ในอัตรา 700 บาทต่อครั้งต่อคน หากแต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมพร้อมระบบการเบิกจ่ายในสิทธิประโยชน์บัตรทอง ดังนั้น TDAS จึงนับเป็นนวัตกรรมวิจัยที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

          นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา ให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการวิจัยว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งการผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเทคโนโลยีไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย ซึ่งปัจจุบันสิทธิบัตรทองมีการสนับสนุนค่าแว่นตาเด็กอยู่แล้ว แต่เครื่องมือนวัตกรรมใหม่นี้จะเจาะกลุ่มเด็กที่อายุน้อยและเป็นกลุ่มที่ทำการตรวจวัดสายตาได้ยาก ดังนั้นส่วนหนึ่งจึงจำเป็นต้องรู้ขนาดของกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งครอบคลุมประชากรเด็กส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงต้องมีการวิเคราะห์เรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายและความคุ้มค่า เพื่อเสนอให้กับ สปสช. ซึ่งโมเดลนี้จะดึงดูดให้ภาคเอกชนหรือ SME สนใจลงทุนซื้อเครื่องมือเพื่อมาให้บริการและเบิกจ่ายค่าบริการจาก สปสช. นับเป็นเชิงธุรกิจควบคู่กับการบริการสังคม และมีหัวใจสำคัญคือการเป็นนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตของเด็กไทย

          “ส่วนเครื่องมือวินิจฉัยภาวะออทิสซึม (TDAS) เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยหน่วยงานในระบบบริการสุขภาพที่มีความเหมาะสมกับเด็กไทย ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความเข้มแข็ง และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ รวมทั้ง สปสช. มีมติเห็นชอบให้เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองเรียบร้อยแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีระบบการเบิกจ่ายที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ใช่แค่พัฒนาเครื่องมือเสร็จแล้วจบ แต่ยังต้องมีการขับเคลื่อนระบบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” นพ.สุวิทย์ กล่าว 

          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กไทยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อนส่งเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลในอดีตพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณ 12% มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว ไปจนถึงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้การจะยกระดับการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กให้มีจำนวนมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-effectiveness) เนื่องจากประเทศมีงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายจึงต้องผ่านการพิสูจน์ว่ามีความคุ้มค่า ก่อนที่จะบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 2) การอุดช่องว่างด้วยงานวิจัย โดยที่งานวิจัยต้องคิดให้ครบจงวร ไม่ได้จบเพียงแค่การพัฒนานวัตกรรม แต่ต้องวางแผนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างครอบคลุมด้วย ซึ่งกรณีเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติอาจนำไปขยายผลการใช้ประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยอาจโน้มน้าวให้ อปท. เห็นว่า เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่การดูแลของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนงานวิจัย TDAS อาจมีการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้โดยมีการเชื่อมกับการตรวจยีน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ด้านการแพทย์จีโนมิกส์ เพื่อให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น

          “ทั่วโลกมีปัญหาใหญ่สองเรื่องคือ สังคมผู้สูงอายุและเด็กเกิดน้อย ซึ่งกรณีเด็กเกิดน้อย ในการแก้ปัญหาของหลายหน่วยงานก็ยังไม่สามารถช่วยเพิ่มจำนวนการเกิดได้มากนัก ดังนั้นเราควรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาเพื่อให้เด็กที่เกิดมาแล้ว มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อรับไม้ต่อในการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่ง สวรส. ยินดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” ผอ.สวรส. กล่าว

          การลงพื้นที่ในครั้งนี้ นอกจากการรับฟังข้อมูลงานวิจัยและให้ข้อเสนอแนะโดยผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ยังได้มีการเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเครื่องมือแพทย์ในห้อง Cleanroom ของศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และชมการสาธิตการตรวจคัดกรองสายตาเด็กมาตรฐาน อาทิ ตรวจวัดระดับการมองเห็น คัดกรองภาวะสายตาผิดปกติ ตรวจตาเหล่ ตาบอดสี เป็นต้น ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อการขับเคลื่อนให้เครื่องมือ TDAS สามารถใช้สิทธิได้จริงในระบบบัตรทอง พร้อมชมการสาธิตการประเมินภาวะออทิสติกด้วยเครื่องมือ TDAS ในบริบทจริง ณ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้