4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. ผนึกกำลัง รามาธิบดี พลิกโฉมแผนกำลังคนสาธารณสุขไทย ด้วย นวัตกรรม "แบบจำลองบูรณาการ" (Integrated Models)

โดยเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2569 ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "จากภาระโรคสู่ภาระงาน: การสร้างแบบจำลองบูรณาการสำหรับการวางแผนกำลังคนครั้งที่ 1" ณ ห้องประชุม Wanalai โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ

 

ในการกล่าวเปิดงาน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่ากังวลของระบบสุขภาพไทยในปัจจุบันไว้อย่างแหลมคมว่า กำลังคนด้านสุขภาพที่เพียงพอคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบสุขภาพบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันระบบสุขภาพไทยมีความซับซ้อนและเป็นพลวัตสูงมาก โดยเฉพาะการถูกรบกวนด้วยเทคโนโลยี (Technology Disruption) และการพุ่งสูงขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
(NCDs)

"ผลการสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 7 ล่าสุด ปี 2567-2568 ชี้ให้เห็นตัวเลขของอัตราความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจาก 9.5% เป็น 10.6% ในขณะที่โรคความดันโลหิตสูงพุ่งจาก 25% เป็นเกือบ 30% ทิศทางเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า หากในอีก 5 ปีข้างหน้าแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ระบบสาธารณสุขจะรับมืออย่างไร"

นอกจากวิกฤตภาระโรคแล้ว ระบบสาธารณสุขยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจาก "ตลาดแรงงาน" ที่ดึงดูดบุคลากรออกจากระบบภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าตอบแทน ปริมาณงานที่หนักเกินขีดจำกัด หรือแรงดึงดูดจากภาคเอกชนโดยเฉพาะศูนย์บริการสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness) และคลินิกความงามที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การวางแผนกำลังคนโดยใช้วิธีการกำหนดจำนวนบุคลากรตามสัดส่วนเป้าหมายแบบดั้งเดิม (Static planning) ไม่สามารถตอบโจทย์ความเป็นจริงได้อีกต่อไป และกรอบนโยบายเดิมอาจไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อผ่าทางตันดังกล่าว สวรส. จึงได้ผลักดันแนวคิด "ระบบซับซ้อนที่ปรับตัวได้" (Adaptive Complex System) เข้ามาใช้ในการกำหนดนโยบาย โดยคำนึงถึงวงจรการสะท้อนกลับ (Feedback loops) เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการทำงานจริงที่ต้องอาศัยการบูรณาการสหวิชาชีพ รวมถึงการผ่องถ่ายภารกิจข้ามวิชาชีพ (Task shifting) อย่างเป็นระบบ

 

โดยการประชุมครั้งนี้ นพ.พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัยจากหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ "การพัฒนาแนวทางและนโยบายการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพโดยใช้แบบจำลองบูรณาการ" ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวรส.

 

นพ.พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ ได้อ้างอิงจากเอกสารข้อเสนอโครงการวิจัยชี้ให้เห็นถึง "ข้อค้นพบและสถานการณ์"
ของระบบสาธารณสุขไทยในปัจจุบัน แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นจนสัดส่วนต่อประชากรดูเหมือนจะบรรลุเป้าหมาย เช่น สัดส่วนแพทย์ 1:1,800 คน แต่การวางแผนแบบดั้งเดิมที่เป็นแบบคงที่ (
Static planning) มักเน้นเพียงเป้าหมายเชิงปริมาณ และมองข้ามพลวัตความซับซ้อนของมนุษย์และตลาดแรงงาน ส่งผลให้เกิดปัญหา "สมองไหล" จากภาครัฐสู่ภาคเอกชน หรือจากชนบทสู่เมืองอย่างต่อเนื่องข้อมูลจากการวิเคราะห์ดัชนีความเหลื่อมล้ำ (Gini coefficient) ในอดีตพบข้อค้นพบที่สำคัญว่า กลุ่มทั นตแพทย์ เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด มีความเหลื่อมล้ำของการกระจายตัวสูงมาก ในขณะที่กลุ่มพยาบาลวิชาชีพมีการกระจายตัวที่เป็นธรรมมากที่สุด

 

นอกจากนี้ ในกลุ่มแพทย์เฉพาะทางยังพบความขาดแคลนอย่างหนักในกลุ่มแพทย์เฉพาะทางสาขาขาดแคลน เช่น โสต-ศอ-นาสิก และจักษุแพทย์ ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ภาระงานของบุคลากรในระบบหนักเกินขีดจำกัด นพ.พีรสิชฌ์ และคณะผู้วิจัย ได้นำเสนอแนวทางใหม่ผ่านการสร้าง "แบบจำลองบูรณาการ" ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยเป็นการผสานจุดแข็งของ 2 นวัตกรรมเข้าด้วยกัน  ได้แก่:

*  แบบจำลองพลวัตระบบ (System Dynamics Modeling - SD): ใช้เพื่อพยากรณ์ภาพรวมระดับมหภาค เช่น โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป แนวโน้มของภาระโรค อัตราการผลิตบุคลากร และโครงสร้างของระบบสุขภาพ

*  แบบจำลองตัวแทน (Agent-Based Modeling - ABM): ใช้เพื่อจำลอง "พฤติกรรมและการตัดสินใจ" ในระดับจุลภาคของบุคลากรรายบุคคล เช่น การพิจารณาเลือกสถานที่ทำงาน การตัดสินใจลาออก หรือการเลือกศึกษาต่อ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาระงาน แรงจูงใจ และแรงดึงดูดจากตลาดแรงงานภาคเอกชน

 

การวิจัยนี้ได้มีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ผ่าน "แบบสำรวจกำลังคน" ใน 8 สาขาวิชาชีพ จำนวนกว่า 2,100 คนทั่วประเทศ และ "แบบสำรวจก่อนออกจากระบบ (Exit Survey)" เพื่อเจาะลึกถึงรากเหง้าของเหตุผลการลาออกของบุคลากร นำมาสร้างเป็นพารามิเตอร์ที่แม่นยำที่สุดสำหรับแบบจำลอง :Thailand Healthcare & Workforce Simulator v1.0: เครื่องมือสู่อนาคต

 

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาได้ร่วมกันออกแบบเส้นทางการดูแลรักษา (Care pathway) ใน 6 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ 1) โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2) สุขภาพผู้สูงอายุและระยะท้าย 3) โรคมะเร็ง 4) โรคติดเชื้อ 5) สุขภาพแม่และเด็ก และ 6) โรคทางจิตเวช  เพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ Thailand Healthcare & Workforce Simulator v1.0  ซึ่งเป็นแบบจำลองคอมพิวเตอร์ที่สร้าง "คนไทยเสมือน (Agent)" จำนวน 550,000 คน เพื่อจำลองการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ไปจนถึงปี พ.ศ. 2583

 

ระบบนี้จะคำนวณลึกถึงระดับที่ว่า ผู้ป่วยหนึ่งคนต้องพบแพทย์กี่ครั้งต่อปี (Visit Frequency) ใช้เวลาตรวจกี่นาที (Time per Visit) และนำไปคำนวณหาความต้องการบุคลากรแบบเต็มเวลา (FTE Demand) ที่ระบบต้องการอย่างแท้จริง

 

โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่นำไปสู่ "นโยบายที่จับต้องได้" เพื่อประชาชนกว่า 5 ล้านคน ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการวิจัยชิ้นโบว์แดงนี้ จะถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของ Interactive Dashboard สาธารณะ ที่ผู้กำหนดนโยบายในทุกระดับ ตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุข ไปจนถึงระดับเขตสุขภาพและโรงพยาบาล สามารถใช้ทดลองกำหนดตัวเลือกนโยบาย (In-silico policy testing) ก่อนนำไปปฏิบัติจริง

 

ข้อเสนอและการค้นพบจากงานวิจัยชิ้นนี้ คาดว่าจะนำไปสู่นโยบายการวางแผนกำลังคนอย่างน้อย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ นโยบายการผลิตบุคลากร นโยบายการกระจายกำลังคน และนโยบายการธำรงรักษาบุคลากรไว้ในระบบ ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาบุคลากรทำงานหนักเกินขีดจำกัด และผลลัพธ์สูงสุดคือการยกระดับคุณภาพการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนไทยในพื้นที่ขาดแคลนได้อย่างน้อย 5 ล้านคน

 

ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ สวรส. และมหาวิทยาลัยมหิดล ในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) ของประเทศไทยอย่างแท้จริง

รูปภาพเพิ่มเติม
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้