4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. เปิดเวทีถก ผลกระทบ 90 วัน หลัง ‘ขยายเวลาขายเหล้า-เบียร์’ ก่อนเสนอบอร์ดแอลกอฮอล์ 17 เม.ย.นี้

          หนึ่งในปัจจัยที่จะพิสูจน์ว่า นโยบายปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ช่วง 14.00-17.00 น.) หลังพ้นช่วงการทดลอง 180 วัน ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 1 มิ.ย. 2569 ทำให้เกิดผลกระทบด้านบวกหรือด้านลบมากกว่า คือข้อเท็จจริงจากผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน ในประเทศไทย” ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งงานวิจัยฯ เป็นโจทย์โดยตรงมาจากคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา และนอกจากคณะกรรมการชุดนี้จะเห็นชอบให้มีการปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ยังได้กำหนดให้มีการศึกษา ประเมินผล และวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองนโยบาย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณานโยบายในอนาคตต่อไป

          สำหรับการเดินหน้าศึกษา ประเมินผล และวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองนโยบายดังกล่าว คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานติดตามและประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ โดย สวรส. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการงานวิจัยจึงได้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) เพื่อเร่งประเมินผลกระทบดังกล่าวในทันที

          ความคืบหน้าล่าสุด สวรส. ได้ร่วมกับ HITAP จัดการสัมมนาเชิงวิชาการเพื่อติดตามและประเมินผลกระทบของนโยบายการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร โดยมีผู้เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติจากหลากหลายภาคส่วน เช่น กรมควบคุมโรค กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ นักวิจัย ผู้แทนภาคธุรกิจผู้ประกอบการร้านอาหาร/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น สมาคมคราฟท์เบียร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฯลฯ และผู้แทนจากภาคประชาสังคม เช่น สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเมาไม่ขับ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 70 คน

          งานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงหลักฐานและข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อประเด็นนโยบายการขยายเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ในประเทศไทย ตลอดจนเพื่อทำความเข้าใจกรอบเหตุผล วิธีการวิเคราะห์ และรับฟังข้อกังวลของแต่ละฝ่ายอย่างรอบด้าน 

          ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนกันในเวทีนี้ ทีมวิจัยของ HITAP จะนำไปประมวลผลเพื่อเตรียมรายงานให้กับคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันที่ 17 เม.ย. 2569 นี้ ทราบถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงในช่วง 90 วันแรกของการทดลองนโยบาย และจากนั้นทีมวิจัยจะดำเนินการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ไปจนครบกำหนดการทดลอง 180 วัน เพื่อนำผลที่ได้เสนอให้กับคณะกรรมการฯ ใช้พิจารณาอีกครั้งว่านโยบายควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ และขณะเดียวกันทีมวิจัยจะพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้วยว่า ในกรณีที่ไปต่อควรดำเนินมาตรการเสริมในการกำกับดูแลควบคู่ไปอย่างไร เพื่อให้เกิดผลดีทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ อย่างเช่นในบางประเทศ มีการใช้มาตรการเสริม เช่น การพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ทันที 90 วัน ในผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ เพิ่มการตรวจสอบสถานบริการ การอบรมพนักงานสถานบริการ โดยเพิ่มความรู้และทักษะในการประเมินสถานการณ์ หรือเสริมความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ตรวจตรา นอกจากนี้อาจจัดพื้นที่ทดลอง โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ซึ่งถ้าเมื่อทดลองแล้ว ควบคุมความปลอดภัยไม่ได้ รัฐอาจพิจารณายกเลิกการขยายเวลา หรืออนุญาตเฉพาะร้านค้าบางกลุ่ม รวมถึงต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้น อย่างเช่นการลดอายุขั้นต่ำในการซื้อหรือในระบบการออกใบอนุญาต ฯลฯ 

          ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า นอกจากงานวิจัยดังกล่าวแล้ว สวรส. ยังได้สนับสนุนทุนวิจัยอีกเรื่องหนึ่ง ควบคู่กัน โดยเป็นการศึกษาเพื่อนำเสนอแนวทางในการออกกฎหมายลูก หรือกฎหมายลำดับรอง ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สำหรับมารองรับหากมีการเดินหน้านโยบายขยายเวลาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยอีกส่วน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า จากหลักฐานเชิงวิชาการชี้ชัดว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่มาตรการเสริมที่ต้องมีควบคู่ แต่ต้องมีแนวทางในการดำเนินการ สำหรับกลไกกำกับระดับพื้นที่ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งพระราชบัญญัตินี้มอบอำนาจให้แก่จังหวัดมากขึ้น

          ในการสัมมนาฯ ได้มีการนำเสนอข้อมูลผลกระทบเบื้องต้นใน 5 ประเด็น หลังการดำเนินนโยบายไปแล้ว 90 วัน ได้แก่ 1) สถานการณ์ผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินนโยบาย นำเสนอโดย พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค 2) ผลการติดตามและประเมินผลกระทบของนโยบาย นำเสนอโดย รศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 3) ความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อมาตรการการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่สำรวจใน 3 จังหวัดพื้นที่ท่องเที่ยว ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร พัทยา และภูเก็ต นำเสนอโดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (Super poll) 4) ผลกระทบทางเศรษฐกิจ นำเสนอโดย นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร และ 5) ผลกระทบทางกฎหมาย นำเสนอโดย อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมเปิดเวทีให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้แทนฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านนโยบาย เพื่อการรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน

          ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการอภิปรายในหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น เรื่องการประเมินนโยบาย ที่ด้านหนึ่งมองว่า ควรนำวัตถุประสงค์ของการออกนโยบาย คือเพื่อป้องกันการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงดังกล่าวจนกระทบกับผลิตภาพของการทำงานเป็นเกณฑ์หลักในการประเมิน ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นเกณฑ์รองลงมา เช่น อุบัติเหตุทางท้องถนน ทว่าความเห็นอีกด้านหนึ่งมองว่า อุบัติเหตุทางถนนถือเป็นผลกระทบเชิงสังคมและสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ จึงต้องนำมาเป็นปัจจัยหลักในการประเมินด้วย ตลอดจนมีการแสดงความคิดเห็นถึงข้อมูลในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยด้านหนึ่งมองว่า ในช่วงการทดลองนโยบาย 90 วันที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวที่เข้าร้านอาหารเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกด้านให้ข้อมูลว่า ในภาพรวมไม่ได้มีนัยยะในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้นชัดเจน ฯลฯ

          นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดเวทีเสวนาหัวข้อ ‘มุมมองจากผู้ปฏิบัติและผู้กำหนดนโยบายในพื้นที่: หลักฐานที่ใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบายและการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ’ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายและการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยมีความคิดเห็นที่น่าสนใจ เช่น ข้อมูลในช่วง 90 วันที่ผ่านมาของการทดลองนโยบาย ยังไม่พบข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนน และในเชิงมูลค่าทางเศรษฐกิจก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกันว่า ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนให้มากขึ้น ก่อนที่จะนำไปสู่การกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมถึงควรมีการพิจารณาการปรับมาตรการบางส่วนที่เป็นข้อสั่งการให้กลายเป็นกฎหมาย เพื่อความเข้มงวดในการดำเนินการ อย่างกรณีหากเกิดอุบัติทางถนนที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จะต้องให้ผู้ขับขี่วัดปริมาณแอลกอฮอล์ คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถมอบอำนาจให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับจังหวัดในการดำเนินการกำกับควบคุมในระดับพื้นที่ ทั้งวัน เวลา และสถานที่ในการดื่มและจำหน่าย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมในพื้นที่ ฯลฯ

 

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้