หน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยต่างเผชิญปัญหาการขาดทุนและขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับต้นทุนของโรงพยาบาล ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีสมมติฐานส่วนหนึ่งว่า อาจเกิดจากการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง หรือการดำเนินงานที่ยังมีจุดอ่อนด้านประสิทธิภาพของหน่วยบริการเอง ดังนั้นปัญหานี้จึงเป็นโจทย์วิจัยที่สำคัญ เพื่อการหาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณอย่างสมเหตุสมผล รวมทั้งเพื่อให้เกิดการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพมีความยั่งยืน และเกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายแนวทางการจัดสรรงบประมาณโดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาล จากกรณีศึกษาโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและประสิทธิภาพของโรงพยาบาลทั้งสองสังกัด พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการประมาณการต้นทุนโรงพยาบาลและการจัดสรรงบประมาณแก่โรงพยาบาลภาครัฐ
ล่าสุดผลการศึกษาเบื้องต้นได้นำมาเสนอในเวทีสัมมนา ‘เจาะลึกต้นทุนโรงพยาบาลไทย สู่การยกระดับประสิทธิภาพ: ความแตกต่างและทางออก’ ซึ่ง สวรส. ร่วมกับทีดีอาร์ไอจัดขึ้น เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ณ โรงแรมจุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก กทม. โดยผลการศึกษาดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเปรียบเทียบให้เห็นว่าต้นทุนใดหรือหน่วยบริการใดมีต้นทุนที่เหมาะสมกว่ากัน หากแต่เป็นการเปิดข้อมูลเพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายได้เห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงในระบบบริการสุขภาพ และเห็นถึงความแตกต่าง และต้องวิเคราะห์ให้ลึกลงไปว่าเหตุที่ต้นทุนสูงกว่านั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นต่อการให้บริการเพียงใด อาจเนื่องจากเป็นสถาบันการศึกษาจึงมีต้นทุนแฝงที่สูงกว่า รพ.ในสังกัด สธ. เป็นต้น เพื่อการจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสมต่อไป
สำหรับการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลต้นทุนการบริการผู้ป่วยนอก (OP) การบริการผู้ป่วยใน (IP) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจากค่าแรง (LC) ค่าวัสดุ (MC) และค่าครุภัณฑ์ (CC) ที่เป็นต้นทุนบริการ โดยใช้ข้อมูลโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ 3 แห่ง จากสำนักพัฒนากลุ่มโรคร่วมไทย (สรท.) หรือ TCMC และข้อมูลโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ รวมทั้งหมด 38 แห่ง จากกองเศรษฐกิจสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รอง ผอ.สวรส. กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นงานวิจัยที่ผู้กำหนดนโยบายให้ความสำคัญและมอบหมายให้ สวรส. เร่งดำเนินการ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนและจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยบริการสาธาณสุขภาครัฐของประเทศอย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นศึกษาต้นทุนและประสิทธิภาพระหว่าง รพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงเรียนแพทย์ ทั้งนี้งานวิจัยสะท้อนให้เห็นตัวเลขต้นทุนของโรงพยาบาลในระดับต่างๆ เช่น ระดับ F1, F2, M1, M2, S และ A และข้อมูลต้นทุน ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยเฉพาะในส่วนของผู้ป่วยใน จะดูต้นทุนเฉลี่ยต่อ AdjRW และต้นทุนเฉลี่ยต่อการนอน รพ. โดยมีการยกตัวอย่างต้นทุนใน 3 กลุ่มโรค ได้แก่ 1) การผ่าตัดไส้ติ่ง 2) การผ่าคลอด 3) โรคกระเพาะและลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งหลังจากการเก็บข้อมูลงานวิจัย ทำให้พบข้อจำกัดในการจัดเก็บข้อมูลอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตมีความจำเป็นที่จะต้องออกแบบการเก็บข้อมูล unit cost ที่แท้จริงร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายเรื่องการจัดสรรงบประมาณในการให้บริการสุขภาพของประเทศต่อไป
ด้าน ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร หัวหน้าทีมวิเคราะห์ตลาดแรงงาน ทีดีอาร์ไอ เครือข่ายนักวิจัย สวรส. นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุนฯ เบื้องต้น พบว่า ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนค่าบริการของโรงพยาบาล สธ. แตกต่างกับโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ เกี่ยวข้องกับทั้งมิติขนาดโรงพยาบาล สถานที่ตั้ง การใช้เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ โดยสิ่งที่ตอกย้ำถึงความแตกต่างคือวิธีการรักษาพยาบาล ส่วนการดูแลผู้ป่วยนอก (OP) และผู้ป่วยใน (IP) ในระบบบัตรทอง โรงพยาบาลขนาดเล็ก (โรงพยาบาลชุมชนถึงโรงพยาบาลทั่วไป) มีต้นทุนค่าบุคลากรสูงกว่าค่าวัสดุ ขณะที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (โรงพยาบาลศูนย์ และโรงเรียนแพทย์-มหาวิทยาลัย) มีต้นทุนค่าวัสดุสูงกว่าโรงพยาบาลขนาดเล็ก เนื่องจากมีการรักษาที่ต้องใช้เทคโนโลยีและยาราคาสูง ทั้งนี้หากพิจารณาต้นทุน OP และ IP ตามหมวดค่ารักษาต่างๆ จะพบว่าโรงพยาบาลขนาดเล็กมีต้นทุนกระจุกตัวอยู่ในหมวดค่าบริการการพยาบาล ส่วนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะมีสัดส่วนต้นทุนอยู่ในหมวดค่ายา หัตถการ หรือค่าผ่าตัด อวัยวะเทียม และอุปกรณ์ ด้านต้นทุนต่อหน่วย (unit cost) พบว่า ต้นทุนบริการผู้ป่วยนอกต่อครั้ง (OP visit) เพิ่มขึ้นตามระดับ รพ. สะท้อนความซับซ้อนของบริการที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี รพช.แม่ข่าย (M2) มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุด อาจสะท้อนว่ามีการให้บริการทั่วไปในปริมาณมาก
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยคือ ควรสนับสนุนให้หน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐทุกสังกัดพัฒนาระบบข้อมูลที่สะท้อนถึงต้นทุนค่าบริการของโรงพยาบาลนั้นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์ต้นทุนการจัดบริการผู้ป่วยรายบุคคลในอนาคต พร้อมทั้งควรรื้อฟื้นศูนย์ข้อมูลต้นทุน เพื่อเป็นศูนย์ที่ดำเนินการในเรื่องสำคัญคือ 1) กำหนดชุดข้อมูลขั้นต่ำที่ทุกโรงพยาบาลต้องจัดเก็บ 2) จัดตั้งทีมงานกลางรับผิดชอบงานข้อมูลต้นทุนในระดับเขตสุขภาพหรือจังหวัด พร้อมทั้งทำหน้าที่ติดตามและสนับสนุนโรงพยาบาลในพื้นที่ 3) จัดทำพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย (Sandbox) เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลต้นทุน โดยเริ่มจากรูปแบบการคำนวณที่ไม่ซับซ้อน และค่อยๆ ละเอียดขึ้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวจะช่วยให้ รพ.ทุกระดับสามารถพัฒนาระบบข้อมูลต้นทุนได้จริงในทางปฏิบัติ พร้อมทั้งได้ผลลัพธ์การคำนวณที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และยังวางรากฐานสำคัญสำหรับการยกระดับระบบข้อมูลต้นทุนของประเทศไทยในระยะยาว
“หากผู้กำหนดนโยบายนำข้อมูลต้นทุนค่าบริการไปใช้ในการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณ ทีมวิจัยอยากให้มองถึงเรื่องประสิทธิภาพของโรงพยาบาลด้วย เพราะประสิทธิภาพที่ลดลงอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินบำรุงโรงพยาบาลที่ติดลบ แต่อาจเป็นเพราะปริมาณการให้บริการที่มีจำนวนมาก ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณโดยอ้างอิงประสิทธิภาพอาจเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ช่วยให้เกิดการยกระดับประสิทธิภาพที่สอดรับกับการจัดสรรงบประมาณตามต้นทุนค่าบริการ” ดร.ณัฐนันท์ กล่าว
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีวงเสวนา หัวข้อ ‘บริหารความต่างต้นทุนโรงพยาบาล ให้ระบบสุขภาพไทยไปต่อได้’ โดยมี ศ.ดร.ภก.อาทร ริ้วไพบูลย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ดร.นพ.วิน เตชะเคหะกิจ โรงพยาบาลนครพิงค์ และ นพ.ณรงฤทธิ์ มัศยาอานนท์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และ นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งในวงเสวนามีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ระดับนโยบายควรสนับสนุนให้โรงพยาบาลสังกัดภาครัฐ มีการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลต้นทุนค่าบริการของโรงพยาบาล โดยอาจใช้โปรแกรมที่เกี่ยวข้องมาช่วยให้เกิดการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีความสะดวกมากขึ้น และอาจมีการรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายจัดทำฐานข้อมูลในพื้นที่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล และใช้ในการบริหารจัดการต้นทุนค่าบริการที่เหมาะสมกับโรงพยาบาลแต่ละแห่ง การสร้างแรงจูงใจในการเก็บข้อมูลต้นทุนให้กับโรงพยาบาล ฯลฯ