4th Floor, National Health Building 88/39 Tiwanon 14 Road Taradkwan, Muang District Nonthaburi 11000
Font Size
-
+
color contrast
C
C
C
Search
เมนู

สวรส. ส่งนวัตกรรมวิจัย ‘พลาสมาเย็น กู้แผลเรื้อรัง’ สู่สนามใช้จริง พิสูจน์ประสิทธิภาพ หวังขยายผลใช้ประโยชน์ใน รพ.ชุมชน ทั่วประเทศ ลดการติดเชื้อ-ลดเวลารักษา-ลดค่าใช้จ่าย-เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

          ‘บาดแผล’ ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ หากมีอาการเรื้อรังและต้องมีการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ลุกลามหรือติดเชื้อ นับเป็นความยืดเยื้อที่เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย จากฐานข้อมูล 43 แฟ้มของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขพบว่า ภาพรวมของภาระการดูแลรักษาบาดแผลเรื้อรัง กรณีผู้ป่วยนอก 6 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2561-2566) มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาบาดแผลสูงสุดอันดับแรก คือจากสาเหตุสุนัขหรือสัตว์กัด สูงกว่า 5.3 ล้านครั้ง รองลงมาเป็นแผลกดทับกว่า 3.7 แสนครั้ง แผลเบาหวานกว่า 3.6 แสนครั้ง และแผลติดเชื้อเนื้อตายกว่า 1.8 แสนครั้ง ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องกลับมาทำแผลซ้ำๆ โดยมีระยะเวลาในการรักษาเฉลี่ย มากกว่า 450 วันต่อราย หรือนานกว่า 1 ปี ซึ่งโรงพยาบาลชุมชนนับเป็นสถานพยาบาลด่านหน้าของระบบสาธารณสุข แม้จะมีขนาดเล็กแต่ต้องรับภาระดูแลผู้ป่วยจำนวนมหาศาล ดังนั้นถ้าไม่มีรูปแบบการบริการหรือนวัตกรรมตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นอีกรอยรั่วในระบบที่เป็นภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมาก

          สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้กับมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาความคุ้มครองทางสังคมและสุขภาพ (มส.คส.) ศึกษาวิจัยและพัฒนารูปแบบการนำนวัตกรรมพลาสมาเย็นไปใช้ในการดูแลแผลในโรงพยาบาลชุมชน เพื่อศึกษาสถานการณ์และพัฒนารูปแบบการจัดระบบบริการรักษาแผลด้วยนวัตกรรมพลาสมาเย็นที่สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทการจัดบริการในโรงพยาบาลชุมชน โดยมีการศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลการรักษา รวมถึงมีการวิเคราะห์ประเมินต้นทุน-ประสิทธิผล (Cost-Effectiveness Analysis: CEA) และต้นทุน-ผลลัพธ์ทางการเงิน (Cost-Benefit analysis: CBA) ในการรักษาแผล ตลอดจนการประเมินความพึงพอใจของบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย ซึ่งหลังจากมีการลงพื้นที่รวบรวมข้อมูลดังกล่าว สวรส. และ มส.คส. ได้จัดประชุมเพื่อนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้น และรับฟังข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อขยายผลการดำเนินงานต่อไป โดยมี นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ พร้อม ดร.จุไรรัตน์ พรหมใจ ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. ร่วมมอบช่อดอกไม้ให้กับหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนโครงการวิจัยฯ ได้แก่ สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) บริษัท โฟโตไบโอแคร์ จำกัด รพ.สระบุรี และโรงพยาบาลชุมชนที่ร่วมโครงการวิจัยฯ ได้แก่ รพ.อุ้มผาง จ.ตาก รพ.สารภี จ.เชียงใหม่ รพ.บ้านฉาง จ.ระยอง รพ.สมเด็จพระยุพราชธาตุพนม จ.นครพนม และ รพ.มายอ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ณ ห้องประชุมลาเวนเดอร์ 1 โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น ถ.แจ้งวัฒนะ กทม.

          นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการ สวรส. กล่าวเปิดการประชุมช่วงหนึ่งว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ ปีละประมาณแสนล้านบาท โดยที่ 30-40% เป็นเรื่องการนำเข้าเครื่องมือ/อุปกรณ์ทางการแพทย์ ดังนั้นถ้าสามารถใช้นวัตกรรมที่คนไทยพัฒนาเอง จะช่วยลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และเสริมความมั่นคงในระบบสุขภาพ หากแต่นวัตกรรมที่จะนำมาใช้กับผู้ป่วยจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยด้านประสิทธิภาพให้มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ ซึ่งผลจากการวิจัยจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนให้ฝ่ายนโยบายตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ในส่วนของนวัตกรรมพลาสมาเย็นที่ใช้ในการรักษาแผลเรื้อรังดังกล่าว มีจุดเด่นคือสามารถกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการได้ เช่น สามารถฆ่าเชื้อโรค ทำให้แผลสะอาด และไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการแพ้ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างรับการรักษา ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วย ฯลฯ รวมทั้งมีราคาที่เข้าถึงได้ (ต่ำกว่า 500,000 บาท) ซึ่งทำให้โรงพยาบาลรัฐสามารถจัดซื้อได้ด้วยวิธีตกลงราคา ไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดซื้อแบบประกวดราคา ตลอดจนสามารถลดค่ารักษาจาก 15,000 บาท เหลือเพียงประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อราย และลดระยะเวลาการรักษาจาก 6 เดือน เหลือเพียง 1 เดือน 

          “โรงพยาบาลชุมชนเป็นจุดคานงัดที่สำคัญของระบบสาธารณสุขประเทศไทย เพราะเป็นด่านแรกที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยแผลเรื้อรังถึง 40-50% ดังนั้นเมื่องานวิจัยสามารถพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ทั้งเรื่องการรักษาและคุณภาพชีวิต จึงควรมีการเดินหน้าต่อ เพื่อการขยายผลโดยนำนวัตกรรมไปใช้ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ โดยอีกทางหนึ่งอาจไปนำเสนอผลงานวิจัยในเวทีประชุมวิชาการประจำปีของกระทรวงสาธารณสุขช่วงเดือนกันยายนนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ได้รับโอกาสที่ดีและสามารเข้าถึงการใช้บริการนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ได้มากที่สุด” ผอ.สวรส. กล่าว

          ด้าน นพ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย หัวหน้าโครงการวิจัยฯ สรุปผลการวิจัยเบื้องต้นว่า นวัตกรรมพลาสมาเย็น เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) ซึ่งงานวิจัยได้นำนวัตกรรมดังกล่าวไปใช้จริงในโรงพยาบาลชุมชน โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินประสิทธิภาพการรักษาแผลด้วยนวัตกรรมพลาสมาเย็นในโรงพยาบาลชุมชนจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ รพ.อุ้มผาง รพ.สารภี รพ.บ้านฉาง รพ.สมเด็จพระยุพราชธาตุพนม และ รพ.มายอ ควบคู่กับการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพที่โดดเด่นของนวัตกรรมพลาสมาเย็น อาทิ ช่วยลดขนาดแผลลงได้เฉลี่ยถึง 75.70% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ประสิทธิภาพการรักษาอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกันในทุกกลุ่มโรค ทั้งแผลเบาหวาน แผลกดทับ แผลติดเชื้อ แผลไฟไหม้ ผู้ป่วยประมาณ 45.71% สามารถรักษาจนแผลลดลงได้มากกว่า 90% หรือแผลเกือบปิดสนิท โดยประสิทธิภาพการรักษามีความคงที่ ไม่ถูกจำกัดด้วยอายุของผู้ป่วยหรือความรุนแรงของแผลเริ่มต้น ด้านการลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ สามารถลดจำนวนครั้งที่ผู้ป่วยต้องมาโรงพยาบาลได้ถึง 60-85% ตัวอย่างเช่น แผลติดเชื้อ ลดจาก 68.5 ครั้ง เหลือเพียง 7.7 ครั้ง แผลเบาหวาน ลดจาก 60 ครั้ง เหลือเพียง 8.5 ครั้ง เป็นต้น ส่วนความปลอดภัย ผลการศึกษายืนยันความปลอดภัยที่ 99.67% โดยพบผลข้างเคียงน้อยกว่า 0.2% และไม่พบความเสียหายต่อหลอดเลือดหรือเนื้อเยื่อที่สร้างใหม่ ลดความเจ็บปวดของผู้ป่วยลงได้อย่างรวดเร็ว และเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่การรักษาใน 10 ครั้งแรก ด้านความพึงพอใจ ผู้ป่วยให้คะแนนความพึงพอใจสูงถึง 4.25 จาก 5 คะแนน และ 67.71% ของผู้ป่วยระบุชัดเจนว่า ผลการรักษาดีกว่าวิธีอื่นอย่างเห็นได้ชัด

          “นอกจากนี้ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่า อัตราผลตอบแทนต่อต้นทุน (B/C Ratio) มีค่าสูงถึง 6.24 หมายความว่าการลงทุนทุก 1 บาท จะคืนประโยชน์กลับสู่ระบบและสังคม 6.24 บาท รวมทั้งเมื่อเปรียบเทียบต้นทุนรวมตลอดการรักษาพบว่า พลาสมาเย็นมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการรักษาแบบมาตรฐานเดิม เนื่องจากช่วยลดจำนวนครั้งในการรับบริการและลดค่าใช้จ่ายแฝงของผู้ป่วย เช่น ค่าเดินทางและการสูญเสียรายได้จากการหยุดงาน ด้านข้อเสนอเชิงนโยบาย ควรเพิ่มรายการเครื่องพลาสมาเย็นในรายการครุภัณฑ์ของโรงพยาบาลชุมชน เพื่อการจัดซื้อด้วยเงินงบประมาณ พัฒนาหลักสูตรอบรมระยะสั้นเรื่องการทำแผลและการใช้เครื่องพลาสมาเย็นสำหรับพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มในรายการชุดสิทธิประโยชน์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและกองทุนประกันสังคม ตลอดจนเพิ่มรายการค่าบริการพลาสมาเย็นในการทำแผลในบัญชีค่ารักษาพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขและกรมบัญชีกลาง เพื่อการพัฒนาเชิงระบบที่จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแผลเรื้อรังได้อย่างยั่งยืน” นพ.ขวัญประชา กล่าว

          ทั้งนี้การประชุมดังกล่าว นอกจากการนำเสนอผลการวิจัยเบื้องต้นแล้ว ยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “ถอดบทเรียน ประสบการณ์การพัฒนาบริการรักษาแผลในโรงพยาบาลชุมชน” โดยมีตัวแทนผู้บริหาร แพทย์ และพยาบาลจากโรงพยาบาลชุมชนที่ร่วมโครงการวิจัยมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและเตรียมความพร้อมให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ที่สนใจจะนำนวัตกรรมพลาสมาเย็นนี้ไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยกลุ่มที่มีแผลเรื้อรังต่อไป 

รูปภาพเพิ่มเติม

แสดงความคิดเห็น

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้