ข่าว/ความเคลื่อนไหว
สวรส. ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมยา ลงนาม MOU ส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านยาและวัคซีน มุ่งยกระดับระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศให้ทัดเทียมสากล เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกการขึ้นทะเบียน หวังดึงดูดการลงทุน มุ่งเป็นศูนย์กลางวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค
วันนี้ (19 มีนาคม 2569) ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่อง การส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีน พร้อมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมยา 6 หน่วยงาน ร่วมลงนาม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาวิจัยในคนในประเทศไทย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ และสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนายาและวัคซีนสมัยใหม่ และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การยกระดับศักยภาพด้านนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ของไทยในระยะยาว โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน พัฒนาเครือข่ายวิจัยทางคลินิกให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุมัติ และยกระดับหน่วยวิจัยให้ได้มาตรฐานสากล
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการฯ อย. กล่าวว่า การเข้าถึงการรักษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม การวิจัยทางคลินิกจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหายาก ได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ หน่วยวิจัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย สถานที่วิจัย และมาตรฐานจริยธรรมการวิจัย นอกจากนี้ การสนับสนุนการวิจัยทางคลินิกในประเทศ รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขึ้นทะเบียนยาและวัคซีน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาคในอนาคต
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาระบบสุขภาพและการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยงานวิจัยทางคลินิกถือเป็นกระบวนการที่ช่วยพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทั้งที่เป็นยา วัคซีน อุปกรณ์ รวมถึงแนวทางการรักษาใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การดูแลผู้ป่วยในโรคที่ซับซ้อนและหายาก ซึ่งความร่วมมือกันของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญของทีมไทยแลนด์ที่จะช่วยยกระดับการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย โดยจะร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของการนำผลจากการศึกษาวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการขึ้นทะเบียนตำรับยาได้อย่างมีมาตรฐาน การสนับสนุนการวิจัยทางคลินิกแบบหลายประเทศ และการวิจัยทางคลินิกแบบหลายภูมิภาคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ภายใต้การดำเนินการตามหลักจริยธรรมและสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ในด้านของ สวรส. จะมุ่งเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายงานวิจัยให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ผ่านการขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาระบบการเข้าถึงงานวิจัยทางคลินิก โดยใช้ฐานข้อมูลจากระบบบริการสุขภาพของประเทศ การเสริมศักยภาพศูนย์วิจัยทางคลินิกของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเป้าหมายในปีนี้คาดว่าจะมีศูนย์วิจัยทางคลินิกที่ได้มาตรฐานภายใต้สังกัดของกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 8-10 แห่ง การสร้างและพัฒนาเครือข่ายการวิจัยของประเทศไทย ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย เพื่อให้การยกระดับการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด
“หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการทำให้ผู้ป่วยในประเทศไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมยาและวัคซีนใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพได้รวดเร็วขึ้น พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานการวิจัยทางคลินิกให้ทุกฝ่ายมีความเชื่อมั่น ควบคู่กับทุกภาคส่วนต้องผนึกพลังร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับการวิจัยทางคลินิกของประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนทั้งระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน” นพ.ศุภกิจ กล่าวทิ้งท้าย
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้