การประชุมคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ครั้งที่ 2/2569 มี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานฯ และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กรรมการเเละเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการจากผู้เเทนกระทรวง เเละผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ร่วมประชุม เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ณ ห้องประชุมสุปัญญา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ
ในการประชุมฯ มีการนำเสนอผลงานวิจัยโครงการ “รายงานสถานะสุขภาพของคนไทย สถานการณ์ระบบบริการ สุขภาพและกำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ” โดย ดร.นพ.ฑิณกร โนรี มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) นักวิจัยเครือข่าย สวรส. ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญจากการศึกษาวิจัยว่า แม้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้น แต่ระบบสุขภาพไทยยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพากำลังคนเป็นหลัก ปัจจุบันพบว่ามีกำลังคนด้านสุขภาพ 4 สาขาหลัก ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต แต่ยังมีปัญหาเรื่องการกระจายของกำลังคนในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท รวมถึงปัญหาการธำรงอยู่ในระบบภาครัฐ ประกอบกับระบบบริการสุขภาพในอนาคตไม่ได้อยู่ในแค่เพียงสถานบริการสาธารณสุขเท่านั้น และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะส่งผลให้พฤติกรรมการใช้บริการและรูปแบบการบริการสุขภาพของคนไทยเปลี่ยนไป ซึ่งงานวิจัยฯ เน้นศึกษาปัญหาสุขภาพของคนไทยว่ามีสถานะ มีความต้องการเป็นอย่างไร และในอนาคตมีแนวโน้มเป็นอย่างไร รวมถึงศึกษาสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพในการตอบโจทย์ความต้องการ ตลอดจนสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของระบบบริการสุขภาพ เพื่อประกอบการจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ
“งานวิจัยสะท้อนข้อมูลชัดเจนว่า ด้านอุปสงค์ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น ขณะที่พฤติกรรมคนไทยยังคงเน้นการรักษามากกว่าการป้องกัน ด้านอุปทานจาก 2 ส่วน 1) ระบบบริการ เน้นการดูแลในโรงพยาบาลเป็นหลัก เครือข่ายหน่วยบริการขนาดเล็กจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เขตเมือง การให้บริการรูปแบบใหม่ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีจะเป็นทางออกของการให้บริการที่บ้าน บริการสุขภาพที่จัดการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนจะมีบทบาทมากขึ้น โดยที่ภาพอนาคตของบริการสุขภาพจะเป็นระบบที่มีความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความเป็นธรรม และต้องบูรณาการทั้งแนวดิ่ง (ปฐมภูมิ-ทุติยภูมิ-ตติยภูมิ) และแนวนอน (ระหว่างภาคส่วนต่างๆ) 2) ระบบกำลังคนด้านสุขภาพ การผลิตยังไม่สอดคล้องกับความจำเป็น ขาดแคลนทักษะในอนาคต มีปัญหาการกระจายตัวและการธำรงรักษาบุคลากรในภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีความต้องการกำลังคนที่ไม่ใช่วิชาชีพให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการดูแลสุขภาพ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลผู้ป่วยในชุมชน ฯลฯ” ดร.นพ.ฑิณกร อธิบายรายละเอียด
ด้านข้อเสนอเชิงนโยบายต่อหน่วยงานหลักเพื่อให้ยุทธศาสตร์สำเร็จ อาทิ กระทรวงสาธารณสุขและ คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ควรร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนด้านสุขภาพระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งรัฐ เอกชน ท้องถิ่น และประชาสังคม ออกแบบระบบบริการใหม่ที่เน้นบริการระดับปฐมภูมิ และความเข้มแข็งของหน่วยบริการระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ควบคู่กับการพัฒนาระบบการดูแลในชุมชน โดยเปิดโอกาสให้กำลังคนที่ไม่ใช่วิชาชีพ (Non-professions) และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม สร้างระบบเครือข่ายการดูแลแบบไร้รอยต่อระดับจังหวัด เพื่อทำให้การใช้ทรัพยากรในพื้นที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น พัฒนาระบบการจ้างงานแนวใหม่ที่ยืดหยุ่น และระบบค่าตอบแทนตามผลงาน เพื่อจูงใจคนรุ่นใหม่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ สถาบันพระบรมราชชนก ควรใช้กลยุทธ์ในการคัดเลือกคนในพื้นที่ ให้เรียนในพื้นที่ และกลับไปทำงานในภูมิลำเนา รวมทั้งเน้นการสร้างทักษะดิจิทัล การคิดเชิงระบบ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และทักษะด้านนวัตกรรม ตลอดจนควรเร่งผลิตกำลังคนที่ไม่ใช่วิชาชีพผ่านหลักสูตรอบรมระยะสั้นเพื่อรองรับบริการในชุมชน สภาวิชาชีพ ควรปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพ และเปิดโอกาสให้กำลังคนที่ไม่ใช่วิชาชีพทำงานร่วมกับสายวิชาชีพได้ในระดับชุมชน โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ด้านการกำกับติดตาม ควรพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลนโยบายโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อปรับปรุงนโยบายให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
ด้านคณะกรรมการ สวรส. ให้ข้อเสนอแนะถึงประเด็นที่ควรให้ความสำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์เรื่องกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต อาทิ ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน และการให้แรงจูงใจแก่ชุมชนที่มีการดำเนินการเรื่องการส่งเสริมสุขภาพได้ดี ระบบบริหารกำลังคน ควรให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามามีส่วนร่วม ในฐานะกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ รพ.สต. ส่วนหนึ่ง ควรเน้นเรื่องการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและการดูแลสุขภาพตนเอง ควรเพิ่มมิติการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพเพื่อตอบสนองเรื่อง Medical Hub และเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งควรให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ ฯลฯ เพื่อท้ายที่สุดแล้วข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยดังกล่าว ควรสามารถนำมาปฏิบัติได้จริง ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งควรมาจากการหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่ผลิตกำลังคน และหน่วยงานที่ต้องการใช้กำลังคนด้านสุขภาพ เพื่อให้ความต้องการ การวางแผน การผลิต/พัฒนา และการบริหารจัดการ มีความสอดคล้องกัน พร้อมทั้งเสริมด้วยแรงจูงใจที่เหมาะสมและสามารถทำให้กำลังคนด้านสุขภาพยังคงอยู่ในหน่วยบริการภาครัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลสุขภาพของประชาชน