ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 15 คน
การวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์เพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลสังกัดสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
นักวิจัย :
วิทวัส สุรวัฒนสกุล , วริษา สุนทรวินิต , ลักคณา เฮ้งบริบูรณ์ , ภาควัฒน์ หงส์นันทกุล , ภัทรพงศ์ ผลพิสิษฐ์ , จิราชาญา ชูวุฒยากร , ฌญาดา กษิรวัฒน์ , ชนะชัย พลพิทักษ์ชัย ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
19 กุมภาพันธ์ 2569

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ผ่านการเพิ่มการผลิตและการกำหนดสัญญาชดใช้ทุนเป็นระยะเวลา 3 ปี หรือเลือกชดใช้ค่าปรับสูงสุด 400,000 บาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาการขาดแคลนแพทย์ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของระบบสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ระบบแพทย์เพิ่มพูนทักษะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความพร้อมของแพทย์จบใหม่ที่ปฏิบัติงานชดใช้ทุนในปีแรก ก่อนปฏิบัติงานต่อในปีที่ 2 และ 3 ในโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมทั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนเข้าศึกษาต่อแพทย์ประจำบ้านในหลายสาขา อย่างไรก็ตาม ระบบปัจจุบันยังเผชิญปัญหามากมาย ทั้งภาระงานที่สูง การจัดสรรแพทย์ที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง อัตราเงินเดือนที่ไม่เหมาะสม ความไม่สมดุลระหว่างงานและชีวิต คุณภาพชีวิตการทำงานที่ด้อยลง การเดินทางที่ลำบาก รวมถึงระบบฝึกอบรมและวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการเรียนรู้ ส่งผลต่อความพึงพอใจและการคงอยู่ของแพทย์เพิ่มพูนทักษะในระบบ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบัน วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของแพทย์เพิ่มพูนทักษะ และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์เพิ่มพูนทักษะในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย การทบทวนเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลกำลังคน การสำรวจแพทย์เพิ่มพูนทักษะที่กำลังทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันและแพทย์ชดใช้ทุนปีที่ 2–3 ที่เคยอยู่ในโครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะ การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและผู้ให้การฝึกอบรมในโรงพยาบาล และการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย ผลการศึกษาพบว่าแพทย์เพิ่มพูนทักษะมีค่ามัธยฐานชั่วโมงการทำงาน 85 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีภาระงานที่ไม่สมดุลกับรายได้ และมีภาวะหมดไฟในระดับสูง ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลจำนวนมากยังขาดศักยภาพด้านระบบพี่เลี้ยง การจัดสรรเวร และการดูแลสวัสดิการขั้นพื้นฐาน อีกทั้งยังไม่มีระบบข้อมูลกลางสำหรับใช้วางแผนแบบ real-time ปัจจัยผลักดันการลาออก ได้แก่ ภาระงานสูง ความไม่สมดุลระหว่างงานและชีวิต รายได้ไม่เพียงพอ และระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยดึงดูดให้คงอยู่ในระบบ ได้แก่ ระบบพี่เลี้ยงที่เข้มแข็ง สภาพแวดล้อมการทำงานที่สนับสนุน โอกาสเรียนต่อเฉพาะทาง และสวัสดิการที่เหมาะสม การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ (1) การปรับปรุงระบบจัดสรรแพทย์ด้วยอัลกอริทึมและข้อมูลภาระงานจริง (2) การบริหารจัดการกำลังคนและการสนับสนุนในระดับภูมิภาค (3) การจัดตั้งระบบข้อมูลกลางเพื่อติดตามกำลังคนแบบ real-time (4) การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนภายในโรงพยาบาล (5) การวางแผนกำลังคนสาธารณสุขแบบบูรณาการ และ (6) การปฏิรูปหลักสูตรและหลักเกณฑ์การฝึกอบรมให้ตอบสนองต่อความต้องการกำลังคนในอนาคต ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับกรอบ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” และทฤษฎี “หกเสาหลักของระบบสุขภาพ” ขององค์การอนามัยโลก โดยสรุป การพัฒนาระบบบริหารจัดการแพทย์เพิ่มพูนทักษะอย่างรอบด้านและมีระบบข้อมูลที่ทันสมัยและเข้มแข็ง เป็นปัจจัยสำคัญต่อการคงอยู่ของแพทย์ในระบบ และเป็นกลไกหลักที่จะยกระดับคุณภาพบริการสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6404

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้