ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 23 คน
ร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
นักวิจัย :
วิชัย โชควิวัฒน , เพ็ญทิพา แก้วเกตุทอง , ศรีเพ็ญ ตันติเวสส , สมฤทัย สุพรรณกูล , สรชัย จำเนียรดำรงการ , คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
20 กุมภาพันธ์ 2569

ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยมีความละม้ายคล้ายคลึงกับระบบของอังกฤษใน 3 ประการ ประการแรก คือ ใช้เงินจากเงินภาษีทั้งหมด ประการที่สอง กำหนดอัตราร่วมจ่ายคล้ายคลึงกัน โดยอังกฤษเริ่มต้นให้บริการฟรีทั้งหมด จน 4 ปีต่อมา วินสตัน เชอร์ชิล ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นรัฐบาล จึงเริ่มให้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียม 5 เพนนี (0.05 ปอนด์) เมื่อไปรับยาในปี พ.ศ. 2495 และต่อมามีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หลักเกณฑ์และอัตราการเรียกเก็บอีกหลายครั้งด้วยเหตุผลต่างๆ หลากหลาย ขณะที่ของไทยเก็บค่าธรรมเนียมครั้งละ 30 บาทเมื่อไปรับบริการ ประการที่สาม อังกฤษเริ่มระบบโดยซื้อโรงพยาบาลเป็นของรัฐทั้งหมด ให้ประชาชนไปเริ่มรับบริการกับแพทย์เวชปฏิบัติ (General Practitioner: GP) ซึ่งยังเป็นของเอกชน ขณะที่ของไทยให้ประชาชนขึ้นทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐ มีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมเป็นส่วนน้อย ความแตกต่างสำคัญระหว่างระบบของอังกฤษกับไทยมีหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของ ร้านยา ระบบของร้านยาในอังกฤษแยกจากบริการของแพทย์เวชปฏิบัติ โดยแพทย์มีหน้าที่สั่งจ่ายยาลงในใบสั่ง (Prescription) ให้คนไข้ไปรับยาจากร้านยา ซึ่งมีเภสัชกรเป็นผู้จัดยาให้คนไข้ ขณะที่สถานบริการปฐมภูมิของไทย ทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน และสถานีอนามัย ซึ่งปัจจุบันยกฐานะเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จะมีห้องยา หรือแผนกเภสัชกรรมอยู่ในสถานพยาบาลของตนเอง มีความพยายามจะให้ร้านยาเข้ามาอยู่ร่วมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างยาวนาน ทั้งจากฟากของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ สภาเภสัชกรรม ทั้งโดยการทำโครงการนำร่องและการผลักดันทางนโยบาย จนสำเร็จเมื่อปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 และเริ่มต้นเมื่อต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 คือวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ต่อมาเมื่อมีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก็ยังมีโครงการให้ร้านยาเข้ามาให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยเริ่มจากให้การรักษาอาการได้ 16 อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (Minor Illnesses) และเพิ่มเป็น 32 อาการในเวลาต่อมา รวมทั้งให้ร้านยาเข้ามาให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ที่มีอัตราการเข้าถึงบริการค่อนข้างต่ำมากด้วย หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามที่จะสรุปบทเรียนการดำเนินการทั้ง 3 โครงการดังกล่าว โดยปูพื้นตั้งแต่เรื่องความเป็นมาของระบบหลักประกันสุขภาพ ระบบบัตรทอง ร้านยา และร้านยากับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จากนั้นเป็นผลการดำเนินงานของทั้ง 3 โครงการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ปิดท้ายด้วยเสียงสะท้อนจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ และบทสรุป ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้มุ่งหมายให้ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้มองเห็นภาพรวมเพื่อให้มีข้อมูลที่ช่วยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบและการดำเนินงานโดยหวังว่า จะทำให้เกิดธรรมาภิบาล (Good Governance) ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลต่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6405

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้