งานวิจัยมาใหม่แนะนำ
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญทั่วโลก สำหรับประเทศไทยปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ พบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลและผลิตภาพของประชากรที่สูญเสียไป แม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรักษาโรคเบาหวานด้วยยาที่มีประสิทธิภาพแต่การรักษามาตรฐานยังไม่สามารถนำไปสู่การหายขาดหรือการเข้าสู่ภาวะสงบของโรค (remission) ได้ เวชศาสตร์์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine : LM) จึงเป็นแนวทางการรักษาที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างเป็นองค์รวม มีศักยภาพในการนำผู้ป่วยเบาหวานเข้าสู่ภาวะสงบได้ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเปรียบเทียบกับการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องใช้อินซูลิน ในระยะเวลา 6 เดือนหลังการรักษา โดยใช้รูปแบบ A multicenter real-world evidence control trial เป็นการศึกษาด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยสถานการณ์จริง ทำการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยมาไม่เกิน 6 ปี และมารับบริการที่โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ของเขตสุขภาพที่ 4 ผลการศึกษา การเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรักษาเบาหวานเพื่อให้โรคสงบระหว่างกลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลิน ในระยะ 6 เดือนภายหลังการรักษา พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบการลดลงของค่าดัชนีมวลกาย (BMI) และค่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลง การหยุดยาลดระดับน้ำตาลระหว่างทำการศึกษาในกลุ่มทดลอง แสดงปริมาณการใช้ยาลดระดับน้ำตาลลงได้อย่างชัดเจน อัตราการเข้าสู่ภาวะโรคสงบและอัตราการหยุดยาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 6 เดือน โดยมีผู้ป่วยเกือบ 1 ใน 5 ที่สามารถหยุดยาและรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ Remission ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมในกลุ่มทดลองมีคะแนนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตมีอัตราการเข้าสู่ภาวะโรคสงบสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 15.1 เทียบกับร้อยละ 4, p < 0.001) โดยมีผู้ป่วยที่สามารถหยุดยาลดน้ำตาลได้ 2,511 ราย (ร้อยละ 17) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองมีดัชนีมวลกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.002) และมีค่าเฉลี่ย HbA1c อยู่ที่ 6.78 ± 1.22 ด้านคุณภาพชีวิตกลุ่มทดลองมีคะแนน EQ-5Dสูง กว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (0.95 ± 0.10 เทียบกับ 0.90 ± 0.24, p < 0.001) ในส่วนของความปลอดภัย พบว่าค่าการทำงานของไตไม่แตกต่างระหว่างสองกลุ่ม บ่งชี้ว่าโปรแกรมมีความปลอดภัยในการใช้งาน สำหรับผลด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ โปรแกรมสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านยา 87,604,410 บาท และสร้างผลประโยชน์สุทธิ 68,577,610 บาทต่อปี หรือ 4,287.44 บาทต่อคนต่อปี การศึกษาเชิงคุณภาพเปิดเผยปัจจัยความสำเร็จสามประการหลัก ได้แก่ (1) การเสริมพลังอำนาจให้แก่ผู้ป่วยผ่านแรงจูงใจภายในการประเมินความพร้อมตาม Stages of Change และการสร้างวงจรป้อนกลับโดยการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง (2) การสนับสนุนจากทีมสุขภาพที่เปลี่ยนบทบาทเป็นโค้ช ใช้เทคนิคการสื่อสารเชิงจูงใจ จัดการเรียนรู้แบบไต่ระดับ และให้คำปรึกษาทันเวลาผ่านช่องทางออนไลน์ (3) การดูแลต่อเนื่องในชุมชนโดยอาสาสมัครสาธารณสุขที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชประจำชุมชนและต้นแบบ ทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนโดยนโยบายและภาวะผู้นำที่ชัดเจนในระดับเขตสุขภาพ ข้อจำกัดของการศึกษา: ระยะเวลาการติดตามเพียง 6 เดือนอาจไม่เพียงพอต่อการประเมินความยั่งยืนของผลลัพธ์ การศึกษาในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 อาจมีข้อจำกัดด้านความเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมด ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมเป็นผู้ที่มีความสมัครใจและผ่านการประเมินความพร้อม และมีตัวแปรแทรกซ้อนในสภาพแวดล้อมจริงที่ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด สรุปและข้อเสนอแนะ: ชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตมีประสิทธิผลสูงกว่าการรักษาแบบมาตรฐานในการนำผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เข้าสู่ภาวะโรคสงบ มีความปลอดภัย ปรับปรุงคุณภาพชีวิต และคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความสำเร็จเกิดจากการบูรณาการระหว่างการเสริมพลังอำนาจผู้ป่วย การสนับสนุนจากทีมสุขภาพ และการดูแลต่อเนื่องในชุมชน แนวทางนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระบบบริการสุขภาพไทยได้จริงและมีศักยภาพในการลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศในระยะยาว ควรมีการขยายผลสู่ทุกเขตสุขภาพ ยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ และมีการศึกษาติดตามผลในระยะยาว 1-5 ปี เพื่อยืนยันความยั่งยืนของผลลัพธ์
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้