งานวิจัยมาใหม่แนะนำ
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคที่เกี่ยวข้องกับการรับสัมผัสฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 8 (จังหวัดเลย บึงกาฬ นครพนม และหนองคาย) เนื่องจากฝุ่น PM2.5 เป็นภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงและคุกคามสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคเฉียบพลันหรือเรื้อรัง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด ปัญหาหลักที่พบคือ การวินิจฉัยโรคที่ระบุสาเหตุจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศ (ICD-10: Z58.1 และ Y97) ยังมีจำนวนน้อย โครงการจึงมุ่งทดสอบแนวทางการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังและพัฒนาแบบคัดกรองผู้ป่วยเชิงรับในโรงพยาบาลพื้นที่นำร่อง และนำผลการประเมินทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย การศึกษาใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยแบ่งเป็น: (1) การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Designs) เพื่อทดสอบแบบคัดกรองผู้ป่วยเชิงรับในโรงพยาบาลนครพนมและหนองคาย ในช่วงที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน (มากกว่า 37.5 มคก./ลบ.ม.) โดยทำการเปรียบเทียบการลงรหัสโรค ICD-10 ร่วม (Z58.1) ก่อนและหลังการใช้แบบคัดกรอง (2) การศึกษาเชิงสำรวจ (Descriptive Study) เพื่อประเมินสถานะและประสิทธิภาพระบบเฝ้าระวังในจังหวัดเลยและบึงกาฬ โดยทีมผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องรวม 28 ราย และทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 จำนวน 971 ฉบับ ในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ผลการประเมินเชิงคุณภาพโดยภาพรวม ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานตระหนักในความสำคัญและให้การยอมรับในระบบเฝ้าระวัง การดำเนินงานทำได้โดยง่าย เนื่องจากมีระบบรองรับ เช่น HOSxP และมีการสั่งการตามขั้นตอนผ่านกลไกการประชุมระดับจังหวัด และระบบมีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนตามข้อสั่งการจากส่วนกลางได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของระบบ คือ เกณฑ์การวินิจฉัยและนิยามการรายงานโรคที่เกิดจากฝุ่น PM2.5 ยังไม่ชัดเจน ทำให้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขาดความน่าเชื่อถือและความครบถ้วน ในด้านความมั่นคง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดยังขาดแคลนงบประมาณและบุคลากรเฉพาะกิจ สำหรับโรคที่เกิดจาก PM2.5 ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการอบรมโดยตรงเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจาก PM2.5 การใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนใหญ่ยังจำกัดอยู่แค่การรายงานสถานการณ์ต่อผู้บริหาร ยังไม่ได้นำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างเต็มที่ ผลการประเมินเชิงปริมาณ (Quantitative Findings) ในจังหวัดเลยและบึงกาฬ จากการประเมินความไวหรือความครอบคลุม และค่าพยากรณ์บวก จากการทบทวนเวชระเบียน พบว่าระบบเฝ้าระวังมีการรายงานข้อมูลครอบคลุมสูง แต่ความถูกต้องยังต่ำ จังหวัดเลย พบความไวของระบบเฝ้าระวัง ร้อยละ 100.00 แต่มีค่าพยากรณ์บวกต่ำ อยู่ที่ร้อยละ 30.39 (จากการทบทวน 441 ฉบับ พบ 134 ฉบับตรงนิยาม) จังหวัดบึงกาฬ ความไวของระบบเฝ้าระวัง ร้อยละ 100.00 แต่มีค่าพยากรณ์บวกต่ำ อยู่ที่ ร้อยละ 58.8 (จากการทบทวน 530 ฉบับพบ 311 ฉบับตรงนิยาม) ค่าพยากรณ์บวกที่ต่ำแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลที่รายงานเข้าสู่ระบบ Health Data Center (HDC) อาจมีจำนวนผู้ป่วยที่ไม่ตรงตามนิยามสูง และยังไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างระดับ PM2.5 กับจำนวนผู้ป่วย เนื่องจากข้อมูลการรายงานโรคยังน้อย ผลการทดสอบแบบคัดกรอง ในจังหวัดนครพนมและหนองคาย จากการทดสอบพบว่า มีโรงพยาบาลเพียง 1 ใน 4 แห่งที่ใช้แบบคัดกรองอย่างเป็นทางการของกรมควบคุมโรค ส่วนที่เหลือใช้แบบสอบถามจากคลินิกมลพิษออนไลน์ หรือสร้างแบบคัดกรองขึ้นเอง โรงพยาบาลนครพนมมีการพัฒนาการแจ้งเตือนค่าฝุ่นผ่านระบบ HIS (HOSxP) แต่การลงรหัส Z58.1 ในปี พ.ศ. 2568 (ม.ค. - พ.ค.) ลดลง (38 ครั้ง) เมื่อเทียบกับปี 2567 (94 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 59.57 การลดลงอาจเกิดจากการกำหนดเกณฑ์ที่เข้มงวดในการสอบสวนโรคหากมีการลงรหัส Z58.1 เพียง 1 ราย ซึ่งส่งผลให้แพทย์ระมัดระวังในการลงรหัสมากขึ้น หรือ สถานการณ์ฝุ่นในปี พ.ศ. 2568 ที่ดีขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2567 สำหรับโรงพยาบาลหนองคายนั้น การลงรหัส Z58.1 ในปี พ.ศ. 2568 (ม.ค. - พ.ค.) เพิ่มขึ้น (11 ครั้ง) เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2567 (8 ครั้ง) คิดเป็นร้อยละ 37.5 การเพิ่มขึ้นอาจเกิดจากสถานการณ์ฝุ่นในปี พ.ศ. 2568 ที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 มากกว่าปี พ.ศ. 2567 และมีการใช้แบบคัดกรอง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเฝ้าระวัง มีดังนี้ (1) ส่วนกลางควรกำหนดบทบาททางวิชาการให้เป็นเอกภาพ รวมถึงรูปแบบการเฝ้าระวัง เกณฑ์การวินิจฉัยโรค (โดยเฉพาะรหัส Z58.1) ระบบฐานข้อมูล ตัวชี้วัด และนโยบายห้องปลอดฝุ่นที่ชัดเจน (2) ส่วนกลางควรจัดประชุมชี้แจงและอบรมมาตรฐานเดียวกัน ทั้งด้านวิชาการ การบริหารจัดการ และทักษะการสอบสวนโรค เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าใจถูกต้อง (3) สร้างความตระหนักและพัฒนาแบบคัดกรอง หน่วยงานทุกระดับควรสร้างความตระหนักให้เจ้าหน้าที่นึกถึงโรคจากสิ่งแวดล้อมในการวินิจฉัยโรค และพัฒนาระบบคัดกรองเชิงรับให้ดียิ่งขึ้น (4) ขยายบริการและบังคับใช้กฎหมาย พิจารณาขยายพื้นที่ติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศ พร้อมยกระดับการจัดบริการเวชกรรมสิ่งแวดล้อม โดยเปิดคลินิกมลพิษเพิ่มเติมในโรงพยาบาลชุมชน และส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมสถานการณ์ฝุ่นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้