งานวิจัยมาใหม่แนะนำ
บทนำ: การติดเชื้อในโรงพยาบาล (healthcare-associated infection, HAI) การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (antimicrobial resistance, AMR) และการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสม (inappropriate antimicrobial use, AMU) เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ระดับชาติที่บูรณาการทั้งภาระโรค ภาระเชื้อดื้อยา รูปแบบการใช้ยา และความพร้อมของระบบป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล (infection prevention and control, IPC) และระบบสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล (antimicrobial stewardship, AMS) เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ วัตถุประสงค์: เพื่อหาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับ HAI AMR และ AMU ผลกระทบทางคลินิกและภาระค่าใช้จ่าย รวมทั้งประเมินระบบ IPC และ AMS ในโรงพยาบาล 100 แห่งของประเทศไทย วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงผสมผสาน ดำเนินการในโรงพยาบาล 100 แห่ง ครอบคลุม 13 เขตสุขภาพ ระหว่างเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ถึง มกราคม พ.ศ. 2569 ประกอบด้วยการสำรวจความชุก ณ จุดเวลา การวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร และประเมินระบบ IPC และ AMS โดยใช้ WHO Infection Prevention and Control Assessment Framework (WHO IPCAF), WHO Hand Hygiene Self-Assessment Framework 2010 (WHO HHSAF 2010) และคู่มือการประเมินการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการในโรงพยาบาล (EE-AMR Tool, Thailand) ร่วมกับสัมภาษณ์และสังเกตการปฏิบัติงานขณะดูแลผู้ป่วย HAI ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การสำรวจ 29,414 ราย พบความชุก HAI ร้อยละ 2.9 (95% confidence interval [CI] 2.7–3.1) สูงสุดในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (ร้อยละ 6.4) และในหอผู้ป่วยวิกฤต (ร้อยละ 9.0) ตำแหน่งติดเชื้อที่พบสูงสุด คือ ทางเดินหายใจ (ร้อยละ 43.6) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ HAI สูงสุด คือ ระยะเวลานอนโรงพยาบาลถึงวันสำรวจ ≥7 วัน (adjusted odds ratio [aOR] 10.22; 95% CI 8.28-12.62) ความชุก AMR ตามกรอบ WHO GLASS และ ESKAPEE พบร้อยละ 48.0 (95% CI 46.1–50.0) โดยกลุ่ม HAI สูงกว่ากลุ่ม Non-HAI อย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 62.6 เทียบกับร้อยละ 43.7) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ AMR สูงสุด คือ การรักษาตัวในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิด (aOR 3.80; 95% CI 1.86-7.80) ส่วนความชุก AMU พบร้อยละ 48.1 (95% CI 47.6-48.7) โดยมีสัดส่วนการสั่งใช้ยากลุ่ม Watch ร้อยละ 62.2 และพบการใช้ยาต้านจุลชีพไม่เหมาะสมร้อยละ 29.6 โดยการให้ยาป้องกันทางศัลยกรรมเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับการสั่งใช้ยาไม่เหมาะสมสูงสุด (aOR 12.18; 95% CI 10.77–13.77) โดยภาพรวมพบว่ากลุ่ม HAI มีอัตราการเสียชีวิตที่ 90 วันหลังสำรวจสูงกว่ากลุ่ม Non-HAI (ร้อยละ 23.3 เทียบกับร้อยละ 5.3) ระยะเวลานอนโรงพยาบาลยาวนานกว่าเกือบ 5 เท่า และค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า 7.7 เท่า นอกจากนี้ในผู้ป่วย AMR, AMU และผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งใช้ยาต้านจุลชีพอย่างไม่เหมาะสมก็มีผลกระทบทางคลินิกเช่นเดียวกันผลการประเมินระบบ IPC ตามเกณฑ์ WHO IPCAF มีคะแนนเฉลี่ย 669.5 ± 84.8 จากคะแนนเต็ม 800 (ระดับ Advanced) แต่ยังมีช่องว่างด้านภาระงาน อัตรากำลังและอัตราการครองเตียง การฝึกอบรมและโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนด้าน IPC ผลการประเมิน WHO HHSAF 2010 มีคะแนนเฉลี่ย 378.0 ± 86.5 จาก 500 (ระดับ Advanced) โดยช่องว่างที่สำคัญ คือ บรรยากาศความปลอดภัยขององค์กร สำหรับผลการประเมินตามแบบประเมิน EE-AMR Tool มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าที่ 313.3 ± 85.6 จาก 500 (ระดับ Intermediate) ช่องว่างที่สำคัญ คือ การวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และความเข้มแข็งของกลไกบริหารจัดการ AMR ซึ่งสอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการประเมินหน้างานโดยการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์พบว่าภาพรวมปฏิบัติได้ดี แต่ยังพบช่องว่างในเรื่องสุขอนามัยมือ การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อทางอากาศ การติดตามการปฏิบัติตามมาตรการอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการเอาอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกเมื่อหมดความจำเป็น สรุป: การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า HAI AMR และ AMU เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันในระบบโรงพยาบาลไทย ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลระดับประเทศสำหรับการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดมาตรการ IPC และ AMS รวมถึงจัดสรรทรัพยากรเพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้ป่วยและการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้