ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 34 คน
การจัดทำคู่มือและหลักสูตรพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรด้านสาธารณสุขภายใต้หน่วยงานบริการปฐมภูมิสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด
นักวิจัย :
ปรีดา แต้อารักษ์ , แสงดาว จันทร์ดา , ทิพิชา โปษยานนท์ , นภินทร ศิริไทย , จารึก ไชยรักษ์ , จุรี แสนสุข , นิระมล สมตัว , กฤชกันทร สุวรรณพันธุ์ , สุพัฒน์ อาสนะ , ปิ่นนเรศ กาศอุดม , กุลธิดา กิ่งสวัสดิ์ , ณัฐวดี มณีพรหม ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
21 พฤษภาคม 2569

การถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ก่อให้เกิดภาวะช่องว่างสมรรถนะ (Competency Gap) ของบุคลากรสาธารณสุขอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังขาดกรอบและเครื่องมือพัฒนาบุคลากรที่เป็นมาตรฐาน การวิจัยและพัฒนา (R&D) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างสมรรถนะ พัฒนากรอบหลักสูตร ทดสอบประสิทธิภาพหลักสูตร และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพเฉพาะ และบุคลากรใหม่ ใน 4 จังหวัดตัวแทนทุกภูมิภาค ได้แก่ แพร่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี และปัตตานี เก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม สัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ประเด็น สถิติเชิงพรรณนา และ Wilcoxon Signed-Ranks Tests ผลการศึกษาพบว่า 1. ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากรทั้ง 3 กลุ่มมีสมรรถนะลดลงแต่ภาระงานเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมที่เพียงพอ โดยเฉพาะบุคลากรใหม่ที่ย้ายมาจากหน่วยบริการระดับทุติยภูมิ ตติยภูมิ และภาคเอกชน พื้นที่ที่มีความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ Contracting Unit for Primary Care (CUP) มีการพัฒนาบุคลากรในระดับปฐมภูมิได้ดีกว่าพื้นที่ที่ขาดกลไกสนับสนุน พบช่องว่างสมรรถนะกลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ การบริหารจัดการ ภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การบริหารความเสี่ยง การทำวิจัยและนวัตกรรม การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การบริหารโครงการ การบริหารบุคลากร ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การจัดการข้อมูล การบริหารคุณภาพ และทักษะเวชปฏิบัติและการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉิน กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย การป้องกันความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน การทำวิจัยและนวัตกรรม ทักษะด้านวิชาชีพ ความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการข้อมูล การสื่อสารและการทำงานกับชุมชน และการปรับ Mindset และทัศนคติ กลุ่มบุคลากรใหม่ ได้แก่ การขาดประสบการณ์และความพร้อมในการปฏิบัติงาน การขาดความรู้และทักษะด้านบริการสุขภาพปฐมภูมิ การขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล การขาดความรู้ด้านระเบียบการเงินและพัสดุ การขาดทักษะการสื่อสารและการทำงานในชุมชน การขาดความเข้าใจในตัวชี้วัดและการประเมินผลงาน การขาดระบบพี่เลี้ยงและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Mindset และทัศนคติต่อการทำงานในระบบใหม่ 2. กรอบและเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ จำแนกเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) สมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ (Essential Competency for Change: ECC) ได้แก่ สมรรถนะที่จำเป็นในการเปลี่ยนแปลง (Essential Competency for Change: ECC) การสร้างทัศนคติเชิงบวก กระบวนการคิดและออกแบบการพัฒนางานปฐมภูมิ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการความเสี่ยง พร้อมสมรรถนะเฉพาะตามกลุ่ม 2) สมรรถนะร่วมในการทำงาน (Advance Core Competency: ACC) ครอบคลุมการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระเบียบการเงินพัสดุ การบริหารงบประมาณ และมาตรฐานคุณภาพบริการ และ 3) สมรรถนะเชิงวิชาชีพ (Specific Competency for PHC: SCP) ครอบคลุมเวชปฏิบัติเบื้องต้น การจัดการภาวะฉุกเฉิน การดูแลโรคเรื้อรัง งานอนามัยแม่และเด็ก การควบคุมโรค และสุขภาพจิตชุมชน 3. หลักสูตรต้นแบบการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขในกองสาธารณสุข และ รพ.สต. ในการสนับสนุนการจัดบริการปฐมภูมิหลังการถ่ายโอนภารกิจฯ โครงสร้างหลักสูตรครอบคลุมทั้ง กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และ กลุ่มบุคลากรใหม่ มีรายละเอียดดังนี้ 1) หลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 2 ชุดวิชา 2) หลักสูตรสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ด้าน ECC จำนวน 5 ชุดวิชา ACC จำนวน 3 ชุดวิชา SCP จำนวน 6 ชุดวิชา และ 3) หลักสูตรสำหรับบุคลากรใหม่ ด้าน ECC จำนวน 3 ชุดวิชา ACC จำนวน 4 ชุดวิชา SCP จำนวน 3 ชุดวิชา ผลการทดลองใช้หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นในการทำงานหลังถ่ายโอนภารกิจ Essential Competency for Change (ECC) พบว่า บุคลากรทั้งสามกลุ่มมีคะแนนสมรรถนะเฉลี่ยภายหลังเข้าร่วมโครงการสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ พัฒนาทักษะดิจิทัลและนำมาใช้ในการพัฒนางานปฐมภูมิ กลุ่มผู้บริหารปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มผู้ปฏิบัติงานมีการปรับทัศนคติต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ปรับรูปแบบการทำงานเป็นทีม และกลุ่มบุคลากรใหม่สามารถสร้างเครือข่ายวิชาชีพ และปรับตัวทางวัฒนธรรมองค์กรซึ่งช่วยบรรเทาภาวะ Culture Shock จากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบบริการปฐมภูมิภายใต้การกำกับดูแลของ อบจ. 4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ สร้างกลไกความร่วมมือเชิงสถาบัน ระหว่าง อบจ. กับเครือข่ายบริการปฐมภูมิเดิมและภาคประชาสังคม ควรกำหนดกรอบสมรรถนะการพัฒนาและประเมินสมรรถนะบุคลากร อย่างชัดเจนในบทบาทหลังถ่ายโอน และ อบจ. ควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณการพัฒนาบุคลากรอย่างเพียงพอและกำหนดให้หลักสูตรดังกล่าวเป็นเกณฑ์มาตรฐานภาคบังคับ


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6437

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้