ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 16 คน
การจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการและงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการประชุมวิชาการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี 2568: การเงิน การคลังสุขภาพที่ยั่งยืน เพียงพอ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
นักวิจัย :
วรณัน วิทยาพิภพสกุล , ระพีพงศ์ สุพรรณไชยมาตย์ , วริศา พานิชเกรียงไกร , ชาฮีดา วิริยาทร , จิณณพัต สุวรรณเกตกะ , ฉัตรพศ หลายรุ่งเรือง , ณัชชา กองคำ , วริษฐา หวังศิรบรรจง , วิรากร บุญยะมาลิก ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
21 เมษายน 2569

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและรวบรวมองค์ความรู้ด้านการเงินการคลังสุขภาพของประเทศไทยที่สอดคล้องกับกรอบการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้รองรับความเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โครงการดำเนินการโดยทบทวนสถานการณ์การเงินการคลังสุขภาพตามกรอบตัวชี้วัด SAFE Financing และจัดทำงานวิจัย 4 ด้าน ผลการประเมินตามกรอบ SAFE ชี้ว่าไทยมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีด้านความยั่งยืน โดยรายจ่ายสุขภาพต่อ GDP อยู่ในระดับบริหารจัดการได้ (ยกเว้นช่วงโควิด-19) ขณะที่ด้านความเพียงพอรายจ่ายสุขภาพของรัฐยังต่ำกว่าเกณฑ์เป้าหมายในภาวะปกติ และรายจ่ายนอกภาครัฐยังอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 22.2–28.8) สะท้อนบทบาทการร่วมจ่ายของครัวเรือนแต่สัดส่วนการร่วมจ่าย ณ จุดบริการและอุบัติการณ์ครัวเรือนที่ประสบความยากลำบากทางการเงินจากค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มลดลง ด้านความเป็นธรรมยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากเพดานเงินสมทบประกันสังคมและความแตกต่างรายจ่ายต่อหัวระหว่างสามกองทุนหลัก ส่วนด้านประสิทธิภาพยังมีพื้นที่ให้พัฒนาเพิ่มเติม เช่น การลดบริการที่มีคุณค่าต่ำ การควบคุมราคา และการลดการสูญเสียจากทุจริต/ความซ้ำซ้อน การประมาณการปี พ.ศ. 2566–2576 คาดว่าค่าใช้จ่ายรวมของสามกองทุนหลักจะเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี และเติบโตเร็วกว่าการเติบโตของ GDP สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในระยะกลาง–ยาว ขณะที่ innovative health financing มีบทบาทเป็นเครื่องมือเสริมมากกว่าแหล่งรายได้หลัก ด้านความเพียงพอพบการร่วมจ่ายทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และกรณีศึกษา IMC/LTC พบการเข้าถึงบริการต่ำและช่องว่างงบประมาณ โดยเฉพาะ LTC ที่ต้นทุนจริงสูงกว่าอัตราเบิกจ่าย ทั้งนี้ แม้ระบบยังไม่ครอบคลุมถึงระดับ “ไม่ต้องร่วมจ่าย” ในทุกบริบท แต่ยังไม่พบสัญญาณผลกระทบต่อความยากลำบากทางการเงิน มิติความเป็นธรรมพบความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่และสิทธิ โดยดัชนี Kakwani ชี้ความก้าวหน้าด้านความเป็นธรรมทางการเงินลดลง และการจัดสรรทรัพยากรปฐมภูมิยังไม่สอดคล้องภาระงานจริง งานกรณีศึกษา LVC พบความแตกต่างการใช้ CT/MRI ในระยะท้ายชีวิตระหว่างสิทธิ ค่าใช้จ่ายพุ่งใน 3 เดือนสุดท้ายก่อนเสียชีวิต โดยการได้รับ palliative care สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่ลดลง ข้อเสนอเชิงนโยบายโดยสรุป ได้แก่ การเพิ่มพื้นที่ทางการคลังผ่านการขยายฐานภาษีและการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ การใช้ภาษีสินค้าที่เป็นอันตรายเพื่อสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การเสริมความเข้มแข็งของบริการปฐมภูมิและระบบดูแลต่อเนื่อง (IMC/LTC/palliative care) การกำหนดนโยบาย “ไม่ร่วมจ่าย” สำหรับบริการสุขภาพที่จำเป็นและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การจัดทำแผนที่นำทางเพื่อเพิ่มความกลมกลืนระหว่างสามสิทธิเพื่อความเป็นธรรมเชิงโครงสร้างในระยะยาว และการส่งเสริมการใช้บริการสุขภาพตามความจำเป็น ลดบริการสุขภาพที่มีคุณค่าต่ำ และลดความสูญเปล่าของการใช้ทรัพยากรในระบบสุขภาพ


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6431

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้